เปรียบเทียบ WordPress และ Shopify ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนเหมาะกับธุรกิจคุณ

/
/
เปรียบเทียบ WordPress และ Shopify ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนเหมาะกับธุรกิจคุณ
7757 wordpress vs shopify Horizontal

การเลือกแพลตฟอร์มสำหรับสร้างเว็บไซต์เป็นหนึ่งในการตัดสินใจสำคัญของธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อกำลังเปรียบเทียบระหว่าง WordPress และ Shopify ซึ่งเป็นสองแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยม แต่มีแนวคิดและรูปแบบการใช้งานแตกต่างกันอย่างชัดเจน

WordPress มีจุดเด่นด้านความยืดหยุ่น การจัดการเนื้อหา การปรับแต่งเว็บไซต์ และการควบคุมระบบในระยะยาว ขณะที่ Shopify ถูกออกแบบมาโดยเน้นงานด้าน Commerce โดยตรง ตั้งแต่การสร้างร้านค้า จัดการสินค้า คำสั่งซื้อ ไปจนถึงระบบ Checkout และช่องทางการขาย

ดังนั้นคำถามว่า WordPress หรือ Shopify อันไหนดีกว่า? จึงไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกธุรกิจ สิ่งสำคัญกว่าคือการพิจารณาว่าเว็บไซต์ของคุณต้องทำอะไร งบประมาณเท่าไร ทีมงานมีความพร้อมด้านเทคนิคแค่ไหน และธุรกิจมีแผนเติบโตอย่างไรในอนาคต

หัวข้อ

WordPress คืออะไร?

WordPress เป็นระบบจัดการเนื้อหา หรือ Content Management System (CMS) แบบ Open Source ที่สามารถนำไปพัฒนาเว็บไซต์ได้หลากหลาย ตั้งแต่เว็บไซต์บริษัท เว็บไซต์บริการ Blog, Portfolio, Membership ไปจนถึง E-commerce

WordPress.org ระบุว่าสามารถปรับแต่งระบบผ่าน Theme และ Plugin รวมถึงแก้ไขและต่อยอดตัวซอฟต์แวร์ได้อย่างอิสระ ทำให้ WordPress ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้าง Blog แต่สามารถนำไปพัฒนาเว็บไซต์และระบบที่มีความซับซ้อนได้

สำหรับร้านค้าออนไลน์ WordPress สามารถเพิ่มระบบ E-commerce เช่น WooCommerce เพื่อจัดการสินค้า ตะกร้าสินค้า คำสั่งซื้อ การชำระเงิน คูปอง และระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขายออนไลน์

หากต้องการดูรายละเอียดด้านการพัฒนาเว็บไซต์เพิ่มเติม สามารถอ่านได้ที่ บริการรับทำเว็บไซต์ WordPress ของ KNMasters

Shopify คืออะไร?

Shopify เป็นแพลตฟอร์ม Commerce ที่ออกแบบมาเพื่อการขายสินค้าโดยเฉพาะ ผู้ใช้งานสามารถสร้างร้านค้าออนไลน์ เพิ่มสินค้า จัดการ Inventory รับคำสั่งซื้อ เชื่อมต่อช่องทางการขาย และบริหารร้านค้าผ่านระบบของ Shopify

ข้อแตกต่างสำคัญคือ Shopify เป็นบริการแบบ Hosted Platform กล่าวคือ Hosting และระบบพื้นฐานจำนวนมากได้รับการดูแลโดย Shopify อยู่แล้ว ผู้ประกอบการจึงไม่จำเป็นต้องติดตั้ง CMS หรือจัดหา Web Hosting แยกเหมือนการใช้งาน WordPress แบบ Self-hosted

Shopify จึงเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเริ่มร้านค้าออนไลน์โดยไม่ต้องจัดการโครงสร้างทางเทคนิคของเว็บไซต์มากนัก

WordPress กับ Shopify ต่างกันอย่างไร?

แม้ทั้งสองแพลตฟอร์มสามารถนำมาสร้างเว็บไซต์ขายสินค้าได้ แต่พื้นฐานของระบบแตกต่างกัน

หัวข้อWordPressShopify
ประเภทระบบOpen Source CMSHosted Commerce Platform
Hostingเลือกและจัดการเองรวมอยู่ในแพ็กเกจ
การปรับแต่งยืดหยุ่นสูงปรับแต่งภายในระบบ Shopify
ร้านค้าออนไลน์เพิ่มผ่าน WooCommerce หรือระบบอื่นมีระบบ Commerce มาให้
Blog / Contentแข็งแรงและยืดหยุ่นมีระบบ Blog
SEOควบคุมและต่อยอดได้มากมีเครื่องมือ SEO พื้นฐานและปรับแต่งได้หลายส่วน
การดูแลระบบเจ้าของเว็บไซต์/ผู้ดูแลรับผิดชอบมากกว่าShopify ดูแล Infrastructure หลัก
ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับ Hosting, Theme, Plugin และการพัฒนาSubscription ตามแพ็กเกจ + ค่า App/Transaction ที่เกี่ยวข้อง
ความเป็นเจ้าของระบบควบคุมเว็บไซต์และข้อมูลได้สูงใช้งานภายใต้แพลตฟอร์ม Shopify
เหมาะกับเว็บไซต์ธุรกิจ Content, SEO และระบบ Customธุรกิจที่เน้น E-commerce

ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้การเลือกแพลตฟอร์มควรเริ่มจาก Business Requirement มากกว่าการพิจารณาว่าแพลตฟอร์มใดมีชื่อเสียงมากกว่า

เปรียบเทียบ WordPress vs Shopify ด้านความง่ายในการใช้งาน

Shopify เริ่มต้นร้านค้าออนไลน์ได้ง่ายกว่า

จุดแข็งของ Shopify คือระบบจำนวนมากถูกเตรียมไว้สำหรับ E-commerce แล้ว เช่น Product, Inventory, Order, Checkout และการเชื่อมต่อช่องทางการขาย

ผู้ประกอบการจึงสามารถเริ่มต้นจาก Theme เพิ่มสินค้า ตั้งค่าการจัดส่งและการชำระเงิน จากนั้นเปิดร้านค้าได้โดยไม่จำเป็นต้องประกอบระบบหลายส่วนด้วยตัวเอง

สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ต้องการ เปิดร้านและเริ่มขายสินค้าเป็นหลัก Shopify จึงลดภาระด้านเทคนิคในช่วงเริ่มต้นได้มาก

WordPress ต้องตั้งค่ามากกว่า แต่ยืดหยุ่นกว่า

WordPress ต้องมี Domain, Hosting และการติดตั้งระบบ รวมถึงอาจต้องเลือก Theme และ Plugin เพิ่มเติมตามความต้องการ

หากต้องการขายสินค้า ก็ต้องเพิ่ม WooCommerce หรือระบบ E-commerce อื่นเข้าไป

ข้อแลกเปลี่ยนคือเจ้าของเว็บไซต์สามารถควบคุมโครงสร้างเว็บไซต์ได้มากกว่า และสามารถเลือกเทคโนโลยีหรือผู้ให้บริการในแต่ละส่วนได้เอง

เปรียบเทียบการออกแบบและการปรับแต่งเว็บไซต์

WordPress มี Theme และ Plugin จำนวนมาก และยังสามารถพัฒนา Theme หรือ Plugin ขึ้นมาเฉพาะสำหรับธุรกิจได้ WordPress.org ระบุว่านักพัฒนาสามารถต่อยอดระบบผ่าน Plugin API, Theme System, Custom Content Types และ REST API ได้

จึงเหมาะกับเว็บไซต์ที่มี Requirement เช่น

  • เว็บไซต์บริษัทที่มีโครงสร้างหลายระดับ
  • เว็บไซต์บริการที่ต้องการ Landing Page จำนวนมาก
  • เว็บไซต์ Content ขนาดใหญ่
  • ระบบสมาชิก
  • ระบบจอง
  • Directory
  • เว็บไซต์หลายภาษา
  • ระบบ Custom Post Type
  • ร้านค้าออนไลน์ที่มีเงื่อนไขเฉพาะ

Shopify ก็สามารถปรับแต่ง Theme ติดตั้ง App หรือพัฒนา Custom App ผ่าน Shopify API ได้เช่นกัน แต่ระดับการเข้าถึงและความสามารถบางส่วนขึ้นอยู่กับแพ็กเกจและข้อจำกัดของแพลตฟอร์ม

ดังนั้น หากธุรกิจมี Requirement เฉพาะจำนวนมาก ควรวิเคราะห์ก่อนว่าฟังก์ชันนั้นสามารถทำผ่าน Shopify ได้หรือไม่ และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจาก App หรือการพัฒนา Custom มากน้อยเพียงใด

WordPress vs Shopify ด้าน E-commerce

หากมองเฉพาะการขายสินค้า Shopify มีข้อได้เปรียบจากการถูกพัฒนาเป็น Commerce Platform โดยตรง

ระบบพื้นฐานเกี่ยวกับสินค้า Order, Checkout, Inventory และช่องทางการขายถูกเชื่อมโยงอยู่ภายในแพลตฟอร์มเดียวกัน

WordPress จะใช้แนวทางแตกต่างออกไป โดยมักใช้ WooCommerce เพิ่มความสามารถด้าน E-commerce เข้าไปใน CMS

ข้อดีของแนวทาง WordPress คือสามารถเลือก Plugin และปรับแต่ง Workflow ได้หลากหลาย แต่จำนวน Plugin ที่เพิ่มขึ้นก็หมายถึงส่วนประกอบที่ต้องดูแลมากขึ้นด้วย

ดังนั้น หากเป้าหมายคือ เปิดร้านค้าออนไลน์ที่ใช้กระบวนการขายมาตรฐานและต้องการลดงานดูแล Infrastructure Shopify มีโครงสร้างที่ตรงกับงานประเภทนี้ตั้งแต่ต้น

แต่หากเว็บไซต์ไม่ได้มีเพียงร้านค้า และต้องผสมระหว่าง Content, SEO, Landing Page, Lead Generation และระบบเฉพาะ WordPress อาจให้ความยืดหยุ่นมากกว่า

WordPress กับ Shopify อันไหนเหมาะกับ SEO มากกว่า?

ทั้ง WordPress และ Shopify สามารถทำ SEO ได้ แต่แนวทางการควบคุมเว็บไซต์แตกต่างกัน

SEO บน WordPress

WordPress เหมาะกับเว็บไซต์ที่ต้องทำ Content SEO อย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถจัดการ Post, Page, Category, Tag และ Custom Post Type ได้ยืดหยุ่น

นอกจากนี้ยังสามารถใช้ Plugin SEO และเครื่องมืออื่นเพิ่มเติมเพื่อควบคุมองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น

  • Meta Title
  • Meta Description
  • Canonical URL
  • XML Sitemap
  • Schema Markup
  • Redirect
  • Robots directives
  • Breadcrumb
  • Internal Link
  • Image Optimization

อย่างไรก็ตาม การใช้ WordPress ไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์จะติดอันดับโดยอัตโนมัติ เพราะ SEO ยังขึ้นอยู่กับ Content, Site Structure, Search Intent, Internal Link, Technical SEO, Backlink และประสบการณ์ของผู้ใช้งาน

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางโครงสร้างเว็บไซต์และการทำอันดับได้ที่ บริการรับทำ SEO ของ KNMasters

SEO บน Shopify

Shopify มีระบบ SEO พื้นฐานสำหรับร้านค้า เช่น การแก้ไข Title, Description, URL บางส่วน, Alt Text และ Sitemap รวมถึงรองรับ Blog สำหรับสร้าง Content

สำหรับร้านค้าออนไลน์ทั่วไป เครื่องมือเหล่านี้สามารถรองรับ SEO ได้ในระดับที่ดี

อย่างไรก็ตาม หากเว็บไซต์มี SEO Architecture ซับซ้อนมาก ต้องควบคุม Technical SEO บางส่วนเป็นพิเศษ หรือมี Content หลายประเภท WordPress มักเปิดโอกาสให้ปรับแต่งระบบได้ละเอียดกว่า

จึงไม่ควรตัดสินว่า Shopify “ทำ SEO ไม่ได้” เพราะร้านค้า Shopify สามารถทำอันดับ Search Engine ได้เช่นเดียวกัน ความแตกต่างอยู่ที่ระดับการควบคุมและความยืดหยุ่นของระบบมากกว่า

เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย WordPress และ Shopify

ค่าใช้จ่ายเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา เพราะโมเดลของสองแพลตฟอร์มไม่เหมือนกัน

ค่าใช้จ่ายของ WordPress

ตัว WordPress เป็น Open Source และไม่มีค่า License สำหรับการนำซอฟต์แวร์ไปใช้งาน แต่เว็บไซต์จริงยังมีค่าใช้จ่ายอื่น เช่น

  • Domain
  • Web Hosting
  • Theme
  • Plugin Premium
  • SSL หาก Hosting ไม่รวม
  • ค่าพัฒนาเว็บไซต์
  • ค่าดูแลเว็บไซต์
  • ค่า Backup และ Security
  • ค่า CDN หรือระบบเพิ่มประสิทธิภาพ หากต้องการ

ดังนั้นคำว่า “WordPress ฟรี” หมายถึงตัวซอฟต์แวร์ ไม่ได้หมายความว่าการสร้างและดูแลเว็บไซต์จะไม่มีต้นทุน

หากต้องการประเมินงบประมาณ สามารถอ่าน ทำเว็บไซต์ WordPress ราคาเท่าไหร่? เพื่อดูองค์ประกอบของค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ค่าใช้จ่ายของ Shopify

Shopify ใช้ระบบ Subscription โดยราคาจะแตกต่างกันตามแพ็กเกจและประเทศ นอกจากนี้อาจมีค่าใช้จ่ายจาก App, Theme, Payment Processing หรือ Transaction Fee ตามรูปแบบการใช้งาน

จุดเด่นคือ Hosting และ SSL รวมอยู่ในบริการแล้ว จึงสามารถคาดการณ์ต้นทุน Infrastructure ได้ง่ายกว่าในหลายกรณี

เนื่องจากราคาและเงื่อนไขสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบ ราคา Shopify อย่างเป็นทางการ ก่อนตัดสินใจ

ดังนั้นไม่ควรเปรียบเทียบเพียง “ค่ารายเดือน” แต่ควรคำนวณ Total Cost of Ownership ตลอดระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้งานเว็บไซต์

การดูแลและความปลอดภัยต่างกันอย่างไร?

Shopify ดูแล Infrastructure หลักของแพลตฟอร์มให้ เช่น Hosting และ SSL ทำให้เจ้าของร้านไม่ต้องรับผิดชอบงาน Server และ Core Infrastructure ในระดับเดียวกับเว็บไซต์ Self-hosted

WordPress ให้เจ้าของเว็บไซต์มีอิสระมากกว่า แต่ก็มาพร้อมความรับผิดชอบในการดูแลระบบมากขึ้น เช่น

  • อัปเดต WordPress
  • อัปเดต Plugin
  • อัปเดต Theme
  • Backup
  • Security
  • ตรวจสอบ Compatibility
  • Database Optimization
  • Performance
  • Hosting

หาก WordPress ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องก็สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การติดตั้ง Plugin จำนวนมากโดยไม่ตรวจสอบคุณภาพหรือปล่อยระบบไม่ได้รับการอัปเดตเป็นเวลานานสามารถสร้างปัญหาได้

WordPress เหมาะกับธุรกิจแบบไหน?

WordPress น่าสนใจสำหรับธุรกิจที่ต้องการเว็บไซต์เป็น Digital Asset ระยะยาว และต้องการควบคุมเว็บไซต์ค่อนข้างมาก เช่น

เว็บไซต์บริษัทและธุรกิจบริการ

หากเว็บไซต์มีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ให้ข้อมูลบริการ สร้าง Lead และทำ SEO การใช้ WordPress สามารถจัดโครงสร้าง Content และ Landing Page ได้ยืดหยุ่น

ธุรกิจที่เน้น Content Marketing และ SEO

เว็บไซต์ที่ต้องผลิตบทความจำนวนมาก สร้าง Topic Cluster หรือ Landing Page ตามบริการและพื้นที่ สามารถจัดการโครงสร้าง Content ด้วย WordPress ได้สะดวก

ธุรกิจที่มีระบบเฉพาะ

หากต้องการเชื่อม API สร้าง Custom Post Type หรือพัฒนา Workflow เฉพาะ WordPress เปิดให้นักพัฒนาปรับแต่งระบบได้กว้าง

ธุรกิจที่ต้องการควบคุม Hosting และข้อมูล

WordPress แบบ Self-hosted ทำให้ธุรกิจสามารถเลือก Hosting ย้าย Server หรือปรับ Infrastructure ได้เอง

Shopify เหมาะกับธุรกิจแบบไหน?

Shopify เหมาะกับธุรกิจที่ E-commerce เป็นหัวใจหลักของเว็บไซต์ และต้องการระบบที่เริ่มต้นและบริหารจัดการได้ค่อนข้างง่าย

ตัวอย่างเช่น

แบรนด์ที่ต้องการเปิดร้านออนไลน์อย่างรวดเร็ว

ไม่ต้องการเสียเวลาจัดการ Hosting หรือประกอบระบบร้านค้าจากหลาย Plugin

ธุรกิจที่มีทีม Technical จำกัด

Shopify ลดภาระการดูแล Infrastructure หลายส่วน ทำให้ทีมสามารถให้ความสำคัญกับสินค้า การตลาด และการขายได้มากขึ้น

ธุรกิจที่ขายหลายช่องทาง

Shopify มีเครื่องมือสำหรับเชื่อม Commerce หลายช่องทางและรองรับการขายหน้าร้านผ่านระบบ POS ตามฟีเจอร์และประเทศที่รองรับ

ร้านค้าที่ใช้กระบวนการ E-commerce มาตรฐาน

หาก Workflow ของธุรกิจสอดคล้องกับระบบของ Shopify อยู่แล้ว การเลือกแพลตฟอร์มที่เตรียมระบบเหล่านั้นมาให้สามารถลดเวลาในการพัฒนาได้

ถ้ามีเว็บไซต์ WordPress อยู่แล้ว ควรย้ายไป Shopify ไหม?

ไม่จำเป็นต้องย้ายเพียงเพราะต้องการขายสินค้าออนไลน์

หากเว็บไซต์ WordPress เดิมมี Traffic จาก SEO มีบทความติดอันดับ Google มี Backlink และมีโครงสร้างเว็บไซต์ที่ทำงานได้ดี การย้าย Platform ต้องวางแผนอย่างระมัดระวัง

สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนย้าย ได้แก่

  • URL เดิมและ URL ใหม่
  • 301 Redirect
  • Metadata
  • Canonical
  • Structured Data
  • Internal Link
  • Sitemap
  • Product URL
  • Category URL
  • รูปภาพ
  • Backlink
  • Analytics และ Conversion Tracking

การ Migration โดยไม่วาง Redirect และ SEO Mapping อาจทำให้ Search Engine พบ URL เดิมไม่ได้และส่งผลต่อ Organic Traffic ได้

ดังนั้นควรเริ่มจากคำถามว่า ระบบเดิมมีข้อจำกัดอะไรที่กระทบธุรกิจจริงหรือไม่ มากกว่าการย้ายเพราะแพลตฟอร์มใหม่กำลังได้รับความนิยม

แล้วถ้าใช้ Shopify อยู่ ควรย้ายมา WordPress หรือไม่?

หลักการเดียวกัน หาก Shopify รองรับการขายและการดำเนินงานของธุรกิจได้ดีอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องย้ายเพียงเพราะ WordPress ปรับแต่งได้มากกว่า

การย้ายอาจเหมาะเมื่อธุรกิจเริ่มมี Requirement ที่ระบบเดิมรองรับได้ยาก เช่น Content Architecture ซับซ้อน ระบบเฉพาะ หรือมีต้นทุนจาก App และ Customization เพิ่มขึ้นจนต้องประเมิน Platform ใหม่

ควรเปรียบเทียบทั้งต้นทุน Migration ความเสี่ยง SEO ค่า Development และค่า Maintenance ก่อนตัดสินใจ

สรุป WordPress vs Shopify เลือกอะไรดี?

หากธุรกิจต้องการ เว็บไซต์บริษัท เว็บไซต์บริการ เว็บไซต์ที่เน้น SEO/Content หรือระบบที่ต้องปรับแต่งเฉพาะ WordPress มีจุดเด่นด้านความยืดหยุ่นและการควบคุมระบบ

หากธุรกิจต้องการ E-commerce เป็นหลัก ต้องการเริ่มขายเร็ว และไม่ต้องการดูแล Hosting หรือ Infrastructure มากนัก Shopify มีระบบ Commerce ที่เตรียมมาให้ตั้งแต่ต้น

สำหรับร้านค้าออนไลน์ที่กำลังเลือกระหว่างสองแพลตฟอร์ม ควรพิจารณาอย่างน้อย 5 เรื่อง ได้แก่ เป้าหมายเว็บไซต์ จำนวนสินค้า ความสำคัญของ SEO ความซับซ้อนของระบบ และค่าใช้จ่ายระยะยาว

แพลตฟอร์มที่เหมาะที่สุดจึงไม่ใช่แพลตฟอร์มที่มีฟีเจอร์มากที่สุด แต่เป็นแพลตฟอร์มที่รองรับกระบวนการทำงานและแผนการเติบโตของธุรกิจได้โดยไม่สร้างข้อจำกัดหรือต้นทุนที่ไม่จำเป็น

หากธุรกิจกำลังวางแผนสร้างเว็บไซต์ใหม่และต้องการประเมินว่าโครงสร้างแบบใดเหมาะกับธุรกิจ สามารถดูรายละเอียด บริการรับทำเว็บไซต์ WordPress หรือติดต่อ KNMasters เพื่อวางแผนโครงสร้างเว็บไซต์ก่อนเริ่มพัฒนา

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ WordPress และ Shopify

WordPress กับ Shopify อันไหนใช้งานง่ายกว่า?

หากเน้นการเปิดร้านค้าออนไลน์ Shopify มักมีขั้นตอนเริ่มต้นที่ตรงไปตรงมากว่า เพราะ Hosting และระบบ Commerce หลักรวมอยู่ในแพลตฟอร์ม ส่วน WordPress ต้องตั้งค่า Hosting และระบบ E-commerce เพิ่มเติม แต่แลกกับความยืดหยุ่นในการปรับแต่งที่มากกว่า

WordPress ทำร้านค้าออนไลน์ได้ไหม?

ได้ โดยสามารถติดตั้งระบบ E-commerce เช่น WooCommerce เพื่อเพิ่มสินค้า ตะกร้าสินค้า Order และฟังก์ชันร้านค้าออนไลน์ รวมถึงสามารถเพิ่ม Plugin หรือพัฒนาระบบเฉพาะเพิ่มเติมได้

Shopify ทำ SEO ได้ไหม?

ได้ Shopify มีฟังก์ชันที่รองรับ SEO หลายส่วน เช่น Title, Meta Description, Alt Text, Sitemap และ Blog แต่ระดับการควบคุม Technical SEO บางส่วนแตกต่างจาก WordPress

WordPress หรือ Shopify อันไหนเหมาะกับ SME?

ขึ้นอยู่กับโมเดลธุรกิจ หาก SME เน้นเว็บไซต์บริษัท บริการ Content และ SEO WordPress อาจตอบโจทย์ด้านความยืดหยุ่น ส่วน SME ที่เน้นขายสินค้าออนไลน์และต้องการระบบ E-commerce พร้อมใช้งาน Shopify เป็นอีกทางเลือกที่ควรพิจารณา

Shopify ต้องซื้อ Hosting เพิ่มหรือไม่?

ไม่ต้อง Shopify ระบุว่า Web Hosting และ SSL รวมอยู่ในแพ็กเกจแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องซื้อ Hosting แยกสำหรับร้าน Shopify

WordPress มีค่ารายเดือนหรือไม่?

ตัว WordPress เป็นซอฟต์แวร์ Open Source แต่เว็บไซต์ยังมีค่า Domain, Hosting และอาจมีค่า Theme, Plugin, Development และ Maintenance ตามระบบที่เลือกใช้

ถ้าต้องการทำ SEO ระยะยาวควรเลือก WordPress หรือ Shopify?

ทั้งสองแพลตฟอร์มสามารถทำ SEO ได้ หากกลยุทธ์เน้น Content จำนวนมาก โครงสร้าง Landing Page และการควบคุม Technical SEO อย่างละเอียด WordPress มีความยืดหยุ่นสูง ส่วนร้านค้าที่ใช้ Shopify สามารถทำ SEO ได้เช่นกันโดยต้องวางโครงสร้าง Collection, Product, Blog, Internal Link และ Technical SEO ให้เหมาะสม

แหล่งอ้างอิง

ติดต่อเรา

หมวดหมู่

ป้ายกำกับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

7757 wordpress vs shopify Horizontal
เปรียบเทียบ WordPress และ Shopify ต่างกันอย่างไร? ...
การเลือกแพลตฟอร์มสำหรับสร้างเว็บไซต์เป็นหนึ่งในการตัดสินใจสำคัญของธุรกิจ โดยเฉพา...
7823 website pricing Horizontal
ราคาทำเว็บไซต์คิดอย่างไร? คู่มือสำหรับเจ้าของธุรกิ...
“ทำเว็บไซต์ราคาเท่าไหร่?” เป็นคำถามแรก ๆ ที่เจ้าของธุรกิจมักถามเมื่อต้องการสร้าง...
8303 fix not secure website Horizontal
เว็บไซต์ไม่ปลอดภัยแก้อย่างไร? สาเหตุและวิธีแก้ Not...
เมื่อเปิดเว็บไซต์แล้วพบข้อความว่า “ไม่ปลอดภัย”, “Not Secure” หรือ “การเชื่อมต่อข...
8304 website loading slow Horizontal
เว็บไซต์ช้าเกิดจากอะไร? 12 สาเหตุและวิธีแก้เว็บ Wo...
เว็บไซต์โหลดช้าเป็นปัญหาที่ส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นหน้า...
8301 choose website design company Horizontal
วิธีเลือกบริษัทรับทำเว็บไซต์ ต้องดูอะไรบ้างก่อนตัด...
เว็บไซต์เป็นหนึ่งในทรัพย์สินสำคัญของธุรกิจ เพราะใช้แนะนำบริษัท สร้างความน่าเชื่อ...
8299 website development timeline Horizontal
ทำเว็บไซต์ใช้เวลากี่วัน? ระยะเวลาตามประเภทเว็บไซต์...
การทำเว็บไซต์ใช้เวลานานแค่ไหน เป็นหนึ่งในคำถามที่เจ้าของธุรกิจมักถามก่อนตัดสินใจ...
8296 website requirements checklist Horizontal
รับทำเว็บไซต์ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง? Checklist ก...
การจ้างทำเว็บไซต์ไม่ได้เริ่มต้นจากการเลือกสีหรือเลือกรูปแบบหน้าเว็บเพียงอย่างเดี...
7894 hire seo vs do it yourself Horizontal
จ้างทำ SEO กับทำเองต่างกันอย่างไร? แบบไหนเหมาะกับธ...
เมื่อเจ้าของธุรกิจเริ่มสนใจทำ SEO คำถามสำคัญที่มักเกิดขึ้นคือ ควรเรียนรู้และทำ S...