
“ทำเว็บไซต์ราคาเท่าไหร่?” เป็นคำถามแรก ๆ ที่เจ้าของธุรกิจมักถามเมื่อต้องการสร้างเว็บไซต์ใหม่ แต่การกำหนด ราคาทำเว็บไซต์ ไม่ได้มีสูตรตายตัว เพราะเว็บไซต์หน้าเดียวสำหรับแนะนำบริการกับเว็บไซต์ E-commerce ที่มีสินค้าหลายร้อยรายการย่อมใช้ทรัพยากรในการพัฒนาแตกต่างกัน
ราคาจึงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่จำนวนหน้า การออกแบบ ฟังก์ชัน ระบบหลังบ้าน จำนวนภาษา การเตรียมเนื้อหา ไปจนถึงระบบเฉพาะที่ธุรกิจต้องการ
ก่อนเปรียบเทียบใบเสนอราคาจากผู้ให้บริการแต่ละราย เจ้าของธุรกิจควรเข้าใจก่อนว่า เงินที่จ่ายไปครอบคลุมอะไรบ้าง เพราะเว็บไซต์ที่ราคาต่างกันอาจไม่ได้ส่งมอบงานในขอบเขตเดียวกัน
บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่โครงสร้างค่าใช้จ่าย ปัจจัยที่ทำให้ราคาสูงหรือต่ำ ไปจนถึงวิธีเตรียม Requirement เพื่อของบประมาณทำเว็บไซต์ได้แม่นยำขึ้น
หัวข้อ
ราคาทำเว็บไซต์มีตั้งแต่เท่าไหร่?
ราคาทำเว็บไซต์ในประเทศไทยมีตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสนหรือสูงกว่านั้น ขึ้นอยู่กับประเภทและความซับซ้อนของโครงการ
ตัวอย่างจากแพ็กเกจของ KNMasters ณ วันที่ตรวจสอบ เว็บไซต์ Landing Page 1 หน้าเริ่มต้นที่ 7,900 บาท เว็บไซต์ธุรกิจขนาดเล็ก 5 หน้าเริ่มต้น 14,900 บาท และแพ็กเกจสำหรับเว็บไซต์ที่มีจำนวนหน้ามากขึ้นเริ่มต้นประมาณ 24,900 บาท ทั้งนี้ราคาจริงต้องพิจารณาจาก Requirement ของแต่ละโครงการ
ดังนั้น การถามเพียงว่า “ทำเว็บกี่บาท?” อาจยังไม่เพียงพอ
คำถามที่ควรถามเพิ่มเติมคือ
- ต้องการเว็บไซต์ประเภทไหน?
- ต้องการกี่หน้า?
- มีเนื้อหาและรูปภาพแล้วหรือยัง?
- ต้องการกี่ภาษา?
- มีระบบขายสินค้าหรือไม่?
- ต้องเชื่อมต่อระบบภายนอกหรือไม่?
- ต้องการทำ SEO หรือไม่?
- ใครเป็นผู้ดูแลเว็บไซต์หลังส่งมอบ?
ยิ่ง Requirement ชัดเจนเท่าไร การประเมินราคาก็ยิ่งใกล้เคียงกับต้นทุนจริงมากขึ้น
หากยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นเว็บไซต์บริษัทอย่างไร สามารถอ่าน คู่มือเริ่มต้นสร้างเว็บไซต์บริษัท เพื่อวางโครงสร้างเว็บไซต์ก่อนขอใบเสนอราคา
10 ปัจจัยหลักที่มีผลต่อราคาทำเว็บไซต์
1. ประเภทของเว็บไซต์
ปัจจัยแรกคือเว็บไซต์ประเภทใด เพราะแต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์และระบบที่แตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่น
Landing Page
เว็บไซต์หรือหน้าเว็บที่เน้นวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น รับ Lead โปรโมตบริการ หรือใช้กับโฆษณา มักมีโครงสร้างไม่ซับซ้อนเท่าเว็บไซต์ขนาดใหญ่
เว็บไซต์บริษัท
มักประกอบด้วยหน้าแรก เกี่ยวกับเรา บริการ ผลงาน บทความ และติดต่อเรา รวมถึงอาจมีหน้าบริการย่อยเพิ่มเติม
เว็บไซต์ E-commerce
ต้องมีระบบสินค้า ตะกร้าสินค้า Checkout คำสั่งซื้อ การชำระเงิน การจัดส่ง และการจัดการ Stock ตาม Requirement ของร้าน
เว็บไซต์ Membership
อาจมีระบบสมัครสมาชิก Login สิทธิ์การเข้าถึง Content หรือระบบ Subscription
Web Application
หากเว็บไซต์ต้องมี Workflow เฉพาะ เช่น Dashboard, Booking, CRM, Marketplace หรือระบบจัดการข้อมูลเฉพาะทาง งานจะเริ่มเข้าใกล้การพัฒนาซอฟต์แวร์มากกว่าเว็บไซต์ทั่วไป
ดังนั้น ก่อนถามราคา ควรระบุประเภทเว็บไซต์และเป้าหมายทางธุรกิจให้ชัดเจนก่อน
2. จำนวนหน้าของเว็บไซต์
จำนวนหน้าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อราคาค่อนข้างชัดเจน
เว็บไซต์ 5 หน้า เช่น
- หน้าแรก
- เกี่ยวกับเรา
- บริการ
- บทความ
- ติดต่อเรา
ย่อมใช้เวลาในการจัดทำแตกต่างจากเว็บไซต์ที่มีบริการ 20 ประเภทและต้องสร้าง Landing Page แยกให้แต่ละบริการ
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรดูเฉพาะจำนวนหน้า เพราะหน้าแต่ละประเภทอาจใช้เวลาไม่เท่ากัน
หน้า Contact ธรรมดาอาจมีเพียงข้อมูลติดต่อ แผนที่ และแบบฟอร์ม ในขณะที่หน้า Service อาจประกอบด้วยเนื้อหาหลาย Section, FAQ, ตารางราคา, Gallery, Testimonials และ Call to Action
ดังนั้นการประเมินควรดูทั้ง จำนวนหน้า + ความซับซ้อนของแต่ละหน้า
3. การออกแบบเว็บไซต์
รูปแบบ Design มีผลต่อต้นทุนโดยตรง
การสร้างเว็บไซต์จาก Theme หรือ Layout ที่มีอยู่แล้วมักใช้เวลาน้อยกว่าการออกแบบใหม่ทั้งหมด
โดยทั่วไปงานอาจแบ่งได้เป็น
Template-based Design
ใช้ Theme หรือ Layout เป็นฐานแล้วปรับสี ฟอนต์ รูปภาพ และองค์ประกอบให้เข้ากับ Brand
เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการควบคุมงบประมาณและไม่ได้มี Requirement ด้าน Design ที่ซับซ้อนมาก
Custom Design
ออกแบบ UI/UX ใหม่ตาม Brand และ Requirement ของธุรกิจ
อาจต้องผ่านขั้นตอน Wireframe, Mockup, Design Approval และ Responsive Design ก่อนนำไปพัฒนา
เมื่อมีขั้นตอนเพิ่มขึ้น ราคาก็มักสูงขึ้นตามจำนวนชั่วโมงและบุคลากรที่ใช้ในโครงการ
4. ฟังก์ชันของเว็บไซต์
เว็บไซต์ที่มีเพียง Content กับเว็บไซต์ที่มีระบบการทำงานย่อมมีต้นทุนต่างกัน
ตัวอย่างฟังก์ชันที่อาจทำให้ราคาเพิ่มขึ้น เช่น
- ระบบสมาชิก
- ระบบ Login
- ระบบ Booking
- ระบบชำระเงิน
- ระบบ E-commerce
- ระบบ Coupon
- ระบบค้นหาและ Filter
- ระบบหลายภาษา
- ระบบสมัครงาน
- ระบบแจ้งเตือน
- ระบบสมาชิกแบบ Subscription
- ระบบ Dashboard
- ระบบสร้างเอกสาร
- ระบบเชื่อม API
- ระบบ CRM
- ระบบ ERP
- ระบบบัญชี
- ระบบขนส่ง
ยิ่งฟังก์ชันมีเงื่อนไขมาก ระยะเวลาสำหรับ Development และ Testing ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
ดังนั้นเจ้าของธุรกิจควรแยก Requirement เป็น Must Have และ Nice to Have เพื่อควบคุมงบประมาณใน Phase แรก
5. ระบบหลังบ้านและความสามารถในการแก้ไขข้อมูล
อีกเรื่องที่หลายธุรกิจมองข้ามคือ หลังจากเว็บไซต์เสร็จแล้ว ใครจะเป็นคนแก้ไขเว็บไซต์?
เว็บไซต์บางประเภทถูกพัฒนาให้เจ้าของธุรกิจสามารถเปลี่ยนข้อความ รูปภาพ บทความ สินค้า หรือข้อมูลต่าง ๆ ผ่านระบบหลังบ้านได้เอง
ตัวอย่างเช่น การใช้ WordPress ซึ่งเป็น Content Management System แบบ Open Source ทำให้สามารถสร้างระบบจัดการ Content และต่อยอดด้วย Theme หรือ Plugin ได้หลากหลาย
เว็บไซต์ที่ต้องออกแบบระบบหลังบ้านเฉพาะอาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่สามารถช่วยลดการพึ่งพาผู้พัฒนาในงานประจำ เช่น การเพิ่มบทความหรือแก้ไขข้อมูลบริการ
สำหรับธุรกิจที่ต้องการเว็บไซต์ WordPress สามารถดูรายละเอียดได้ที่ บริการรับทำเว็บไซต์ WordPress
6. จำนวนภาษาของเว็บไซต์
เว็บไซต์หลายภาษามักมีค่าใช้จ่ายมากกว่าเว็บไซต์ภาษาเดียว เพราะไม่ได้มีเพียงการเพิ่มปุ่มเปลี่ยนภาษา
สิ่งที่ต้องจัดการอาจประกอบด้วย
- หน้าแต่ละภาษา
- Menu แต่ละภาษา
- URL Structure
- Metadata
- Internal Link
- Translation
- รูปภาพหรือ Banner บางรายการ
- Sitemap
- hreflang
- Content Management
ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ภาษาไทย 20 หน้า หากเพิ่มภาษาอังกฤษ อาจหมายถึงต้องจัดการ Content เพิ่มอีก 20 หน้า
หากมี 3 ภาษา จำนวนหน้าที่ต้องดูแลก็อาจเพิ่มขึ้นอย่างมาก
จึงควรแจ้งจำนวนภาษาตั้งแต่ก่อนขอใบเสนอราคา
7. Content และรูปภาพใครเป็นผู้จัดเตรียม?
บางใบเสนอราคาครอบคลุมเฉพาะการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ โดยลูกค้าต้องส่งข้อความและรูปภาพทั้งหมดมาให้
ขณะที่บางโครงการรวมบริการอื่น เช่น
- Keyword Research
- Content Planning
- Copywriting
- SEO Content
- Translation
- Photography
- Graphic Design
- Infographic
- Video
หากธุรกิจยังไม่มี Content เลย ควรแจ้งตั้งแต่ต้นว่าต้องการให้ผู้รับทำเว็บไซต์ช่วยในส่วนนี้หรือไม่
เพราะการเขียนเนื้อหาสำหรับเว็บไซต์ 20 หน้าเป็นงานคนละส่วนกับการนำ Content ที่พร้อมอยู่แล้วไปวางบนเว็บไซต์
8. SEO มีผลต่อราคาทำเว็บไซต์หรือไม่?
มี หากขอบเขตงานรวม SEO เข้าไปด้วย
แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง เว็บไซต์รองรับ SEO กับ บริการทำ SEO ต่อเนื่อง
การทำเว็บไซต์ให้มีพื้นฐานที่เหมาะกับ SEO อาจประกอบด้วย
- URL Structure
- Heading Structure
- Meta Title
- Meta Description
- Sitemap
- Robots
- Canonical
- Internal Link
- Image Alt Text
- Mobile Responsive
- Page Speed
- Structured Data ตามความเหมาะสม
- Google Search Console
- Google Analytics
Google Search Central แนะนำให้เว็บไซต์มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ใช้คำที่ผู้ใช้ค้นหาในตำแหน่งสำคัญ และสร้าง Link ที่ Search Engine สามารถ Crawl ได้ นอกจากนี้ Google ยังแนะนำให้เว็บไซต์มีความปลอดภัย รวดเร็ว และใช้งานได้บนอุปกรณ์ต่าง ๆ
ดังนั้น SEO ควรถูกพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนวางโครงสร้างเว็บไซต์ ไม่ใช่รอให้เว็บไซต์เสร็จแล้วค่อยกลับมาแก้ทุกอย่างใหม่
อย่างไรก็ตาม การทำเว็บไซต์พร้อม Technical SEO เบื้องต้นไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์จะติดอันดับ Google โดยอัตโนมัติ
หากต้องการแข่งขันใน Organic Search ยังต้องมี Keyword Strategy, Content, Internal Link, Authority และการปรับปรุงเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง
สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ทำ SEO ราคาเท่าไหร่? เพื่อแยกงบประมาณระหว่างการสร้างเว็บไซต์กับการทำ SEO ต่อเนื่อง
9. Hosting และประสิทธิภาพของเว็บไซต์
Hosting เป็นอีกต้นทุนที่ควรคำนึงถึง
เว็บไซต์ขนาดเล็กที่มี Traffic ไม่มากกับ E-commerce ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมากไม่จำเป็นต้องใช้ Server Specification เท่ากัน
ปัจจัยที่ควรพิจารณา เช่น
- Storage
- Bandwidth
- CPU / RAM
- จำนวนผู้เข้าชม
- Backup
- CDN
- Security
- Server Location
- Technical Support
การเลือก Hosting จากราคาถูกที่สุดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เหมาะ หากส่งผลให้เว็บไซต์ช้า ไม่เสถียร หรือรองรับ Traffic ไม่เพียงพอ
Google ระบุว่า Core Web Vitals เป็นหนึ่งในสิ่งที่ระบบ Ranking ใช้พิจารณา และแนะนำให้เจ้าของเว็บไซต์ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้งานโดยรวม ไม่ใช่เพียงการพยายามทำคะแนน Performance ให้เต็มเท่านั้น
ดังนั้นงบด้าน Hosting และ Performance ควรพิจารณาตามลักษณะเว็บไซต์และปริมาณการใช้งานจริง
10. การดูแลเว็บไซต์หลังส่งมอบ
ราคาสร้างเว็บไซต์กับค่าดูแลเว็บไซต์เป็นคนละส่วนกัน
หลังเว็บไซต์เปิดใช้งาน อาจมีงานต่อเนื่อง เช่น
- Update WordPress
- Update Plugin
- Update Theme
- Backup
- Security Monitoring
- แก้ไข Error
- เพิ่มหรือแก้ไข Content
- ตรวจสอบ Performance
- ต่ออายุ Domain
- ต่ออายุ Hosting
- ต่ออายุ Plugin License
ก่อนเซ็นสัญญาควรถามให้ชัดเจนว่า ราคาที่ได้รับรวมค่าดูแลหลังส่งมอบหรือไม่ และดูแลเป็นระยะเวลานานเท่าไร
ค่าใช้จ่ายทำเว็บไซต์มีอะไรบ้าง?
หากต้องการคำนวณงบประมาณทั้งหมด ไม่ควรมองเฉพาะค่าจ้างออกแบบเว็บไซต์
ต้นทุนอาจประกอบด้วย
| รายการ | ลักษณะค่าใช้จ่าย |
|---|---|
| Domain | รายปี |
| Hosting | รายเดือน/รายปี |
| Website Design | ครั้งแรก |
| Development | ครั้งแรกหรือตาม Scope |
| Theme | ครั้งแรก/รายปี |
| Plugin | ครั้งแรก/รายปี |
| Content | ตามจำนวนหน้า |
| Translation | ตามจำนวนภาษา/เนื้อหา |
| SEO | ครั้งแรกหรือรายเดือน |
| Maintenance | รายเดือน/รายปี |
| ระบบภายนอก | ตามผู้ให้บริการ |
| Payment Gateway | ตามเงื่อนไขผู้ให้บริการ |
บางรายการอาจรวมอยู่ในแพ็กเกจแล้ว ขณะที่บางรายการต้องจ่ายเพิ่มเติม
ดังนั้นเวลานำใบเสนอราคาจากหลายบริษัทมาเปรียบเทียบ ควรเปรียบเทียบ Scope ต่อ Scope ไม่ใช่เปรียบเทียบเฉพาะยอดสุทธิ
ทำไมบางเจ้ารับทำเว็บไซต์ 5,000 บาท แต่อีกเจ้าหลักหมื่นหรือหลักแสน?
เพราะคำว่า “เว็บไซต์” ไม่ได้หมายถึงผลิตภัณฑ์ที่มี Specification เดียวกัน
เว็บไซต์ราคา 5,000 บาทอาจเป็น Template ไม่กี่หน้า ลูกค้าเตรียม Content เองทั้งหมด และไม่มีระบบ Custom
ขณะที่โครงการราคา 100,000 บาทอาจประกอบด้วย Research, UX/UI Design, Copywriting, Development, Custom Function, API Integration, SEO, Analytics, Testing และ Maintenance
ทั้งสองราคาอาจสมเหตุสมผลได้ หาก Scope แตกต่างกัน
ดังนั้นอย่าเริ่มจากคำถามว่า
“ทำไมเจ้านี้แพงกว่า?”
แต่ควรถามว่า
“แต่ละราคาได้อะไรบ้าง?”
เว็บไซต์ราคาถูกไม่ดีเสมอไปหรือไม่?
ไม่จำเป็น
หากธุรกิจต้องการเว็บไซต์ง่าย ๆ และ Requirement ตรงกับ Template หรือ Package ที่ผู้ให้บริการมีอยู่แล้ว การเลือกแพ็กเกจราคาประหยัดอาจเพียงพอ
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเลือกแพ็กเกจที่ไม่ตรงกับ Requirement
ตัวอย่างเช่น ต้องการเว็บไซต์สำหรับทำ SEO หลายร้อย Keyword แต่เลือกโครงสร้างเว็บไซต์ที่เพิ่ม Landing Page ได้ยาก หรือธุรกิจต้องการระบบ Booking ซับซ้อนแต่เลือกแพ็กเกจเว็บไซต์บริษัททั่วไป
สุดท้ายอาจต้องรื้อหรือพัฒนาใหม่ ซึ่งทำให้ต้นทุนรวมสูงกว่าเดิม
เว็บไซต์แพงกว่า หมายความว่าดีกว่าเสมอหรือไม่?
ก็ไม่เสมอไปเช่นกัน
ราคาสูงไม่ได้รับประกันว่าเว็บไซต์จะตอบโจทย์ธุรกิจ
สิ่งที่ควรพิจารณาคือ
- Scope ชัดเจนหรือไม่
- Design เหมาะกับ Brand หรือไม่
- รองรับ Mobile หรือไม่
- เจ้าของเว็บแก้ไขข้อมูลได้หรือไม่
- มีระบบ Backup หรือไม่
- มี Security หรือไม่
- รองรับ SEO หรือไม่
- Performance เป็นอย่างไร
- ใครเป็นเจ้าของ Domain และ Hosting
- มีค่าใช้จ่ายต่อเนื่องอะไรบ้าง
- หลังส่งมอบมี Support หรือไม่
การเลือกผู้ให้บริการจึงควรดูทั้งราคา Scope ผลงาน และกระบวนการทำงาน
ตัวอย่างการประเมินงบทำเว็บไซต์
สมมติบริษัทแห่งหนึ่งต้องการเว็บไซต์เพื่อหาลูกค้าจาก Google โดยมีบริการ 5 ประเภท
โครงสร้างอาจประกอบด้วย
- หน้าแรก
- เกี่ยวกับเรา
- หน้ารวมบริการ
- บริการ A
- บริการ B
- บริการ C
- บริการ D
- บริการ E
- ผลงาน
- บทความ
- ติดต่อเรา
เท่ากับมีหน้า Core Page อย่างน้อยประมาณ 11 หน้า และยังไม่รวมบทความ SEO
หากบริษัทต้องการภาษาอังกฤษเพิ่มเติม ก็ต้องพิจารณาหน้าภาษาอังกฤษอีกชุดหนึ่ง
หากเพิ่มระบบ Booking หรือระบบขอใบเสนอราคาแบบหลายขั้นตอน Scope ก็เพิ่มขึ้นอีก
นี่คือเหตุผลที่การบอกว่า “อยากได้เว็บไซต์บริษัท” เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอสำหรับการตีราคาอย่างแม่นยำ
ก่อนขอราคาทำเว็บไซต์ควรเตรียมอะไร?
เจ้าของธุรกิจสามารถเตรียมข้อมูลเบื้องต้นดังนี้
- เว็บไซต์ทำขึ้นเพื่ออะไร
- กลุ่มลูกค้าคือใคร
- ต้องการเว็บไซต์ประเภทไหน
- มีประมาณกี่หน้า
- มีเว็บไซต์ตัวอย่างที่ชอบหรือไม่
- ต้องการฟังก์ชันอะไร
- ต้องการกี่ภาษา
- มี Content และรูปภาพหรือยัง
- ต้องการทำ SEO หรือไม่
- มีงบประมาณประมาณเท่าไร
- ต้องการเปิดเว็บไซต์เมื่อไร
- หลังส่งมอบใครจะเป็นผู้ดูแล
หากให้ข้อมูลเหล่านี้กับผู้พัฒนาได้ตั้งแต่ต้น จะช่วยลดการตีความผิดและทำให้ใบเสนอราคาใกล้เคียงกับ Scope จริงมากขึ้น
ควรตั้งงบทำเว็บไซต์เท่าไหร่?
แทนที่จะเริ่มจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว ควรเริ่มจาก เป้าหมายทางธุรกิจ
หากต้องการเพียงหน้าแนะนำบริษัทเพื่อให้ลูกค้าค้นหาข้อมูล งบประมาณอาจไม่จำเป็นต้องสูงมาก
แต่หากเว็บไซต์เป็นช่องทางหลักในการสร้าง Lead ขายสินค้า รับชำระเงิน หรือสร้าง Organic Traffic เว็บไซต์จะมีบทบาทต่อรายได้มากขึ้น และควรจัดงบให้เหมาะสมกับความสำคัญของระบบ
ควรพิจารณาทั้ง
Initial Cost — ค่าออกแบบและพัฒนาครั้งแรก
Recurring Cost — Domain, Hosting, License, Maintenance และระบบภายนอก
Marketing Cost — SEO, Content, Google Ads หรือช่องทางการตลาดอื่น
แนวคิดนี้ช่วยให้เห็นต้นทุนของเว็บไซต์ตลอดอายุการใช้งานแทนที่จะมองเพียงค่าพัฒนาวันแรก
จ้าง Freelancer หรือบริษัททำเว็บไซต์ดี?
ทั้งสองรูปแบบมีข้อดีและข้อจำกัด
Freelancer อาจมีโครงสร้างต้นทุนต่ำกว่าและสามารถสื่อสารกับผู้พัฒนาโดยตรง แต่ความสามารถและ Capacity แตกต่างกันไปในแต่ละคน
บริษัทหรือ Agency อาจมีทีมหลายด้าน เช่น Project Management, Design, Development, Content และ SEO แต่ต้นทุนดำเนินงานก็มักสูงขึ้นตามโครงสร้างทีม
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเป็น Freelancer หรือบริษัท แต่ควรตรวจสอบ
- Portfolio
- Scope งาน
- Technology ที่ใช้
- Communication
- Timeline
- Support
- Ownership
- Maintenance
- ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ก่อนตัดสินใจ
ทำเว็บไซต์เองกับจ้างทำ แบบไหนคุ้มกว่า?
ปัจจุบันมี Website Builder และ CMS จำนวนมาก ทำให้เจ้าของธุรกิจสามารถสร้างเว็บไซต์เองได้
หากเว็บไซต์ไม่ซับซ้อนและมีเวลาเรียนรู้ การทำเองสามารถช่วยลดต้นทุนได้
แต่ต้องนำ “เวลา” มาคิดเป็นต้นทุนด้วย
หากเจ้าของธุรกิจใช้เวลาหลายสัปดาห์เรียนรู้ Design, WordPress, Responsive, SEO, Security และ Performance เวลาที่เสียไปอาจมีมูลค่าสูงกว่าค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ
ในทางกลับกัน หากธุรกิจเพิ่งเริ่มต้นและยังไม่มีงบ การสร้างเว็บไซต์เวอร์ชันเล็กก่อนแล้วค่อยพัฒนาเพิ่มเติมก็เป็นแนวทางที่เหมาะสมได้
สิ่งที่ควรตรวจสอบในใบเสนอราคาทำเว็บไซต์
ก่อนตกลงจ้าง ควรตรวจสอบอย่างน้อยว่าใบเสนอราคาครอบคลุมเรื่องต่อไปนี้หรือไม่
- จำนวนหน้า
- จำนวนภาษา
- Design
- Responsive
- Domain
- Hosting
- SSL
- Content
- รูปภาพ
- ฟังก์ชัน
- SEO เบื้องต้น
- Analytics
- Search Console
- Security
- Backup
- Training
- Revision
- ระยะเวลาพัฒนา
- ระยะเวลารับประกัน
- Maintenance
- License
- Ownership
โดยเฉพาะ Ownership ควรตรวจสอบว่าเมื่อจบโครงการแล้ว ธุรกิจสามารถเข้าถึง Domain, Hosting และระบบหลังบ้านที่จำเป็นได้หรือไม่
อย่าเลือกผู้รับทำเว็บไซต์จากราคาเพียงอย่างเดียว
เว็บไซต์สำหรับธุรกิจไม่ควรถูกมองเป็นเพียงงานกราฟิกออนไลน์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Digital Infrastructure ของบริษัท
เว็บไซต์อาจทำหน้าที่เป็นทั้ง
- ช่องทางให้ข้อมูล
- เครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือ
- ช่องทางรับ Lead
- ร้านค้าออนไลน์
- ศูนย์รวม Content
- Landing Page สำหรับ Ads
- ช่องทาง Organic Search
- ฐานข้อมูลลูกค้า
- จุดเชื่อมต่อระบบอื่นของธุรกิจ
เว็บไซต์ราคาถูกแต่ไม่รองรับการเติบโตอาจทำให้ต้องลงทุนใหม่ ขณะเดียวกันเว็บไซต์ราคาแพงที่มีฟังก์ชันเกินความจำเป็นก็อาจเป็นการใช้งบที่ไม่มีประสิทธิภาพ
เป้าหมายจึงควรเป็นการเลือก Scope ที่เหมาะกับธุรกิจ มากกว่าการเลือกตัวเลขที่ถูกหรือแพงที่สุด
สรุป ราคาทำเว็บไซต์คิดอย่างไร?
ราคาทำเว็บไซต์ ไม่มีราคากลางเพียงตัวเลขเดียว เพราะขึ้นอยู่กับประเภทเว็บไซต์ จำนวนหน้า Design ฟังก์ชัน ภาษา Content, SEO, Hosting และการดูแลหลังส่งมอบ
เว็บไซต์ Landing Page อาจเริ่มต้นเพียงหลักพัน ขณะที่เว็บไซต์ธุรกิจ E-commerce หรือระบบ Custom สามารถมีงบตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนหรือสูงกว่านั้นตามความซับซ้อน
สำหรับเจ้าของธุรกิจ วิธีที่ดีที่สุดก่อนขอใบเสนอราคาคือกำหนดเป้าหมายและ Requirement ให้ชัดเจน จากนั้นเปรียบเทียบผู้ให้บริการจาก Scope งาน คุณภาพ การดูแล และต้นทุนระยะยาว ไม่ใช่ดูเฉพาะราคาหน้าใบเสนอราคา
หากกำลังวางแผนสร้างเว็บไซต์ธุรกิจ สามารถดูรายละเอียดและแพ็กเกจได้ที่ บริการรับทำเว็บไซต์ WordPress ของ KNMasters ซึ่งมีตั้งแต่ Landing Page เว็บไซต์บริษัท ไปจนถึงเว็บไซต์สำหรับธุรกิจที่ต้องการจำนวนหน้ามากขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับราคาทำเว็บไซต์
ทำเว็บไซต์ราคาเริ่มต้นเท่าไหร่?
ราคาขึ้นอยู่กับประเภทเว็บไซต์และ Scope งาน ตัวอย่างแพ็กเกจของ KNMasters ณ วันที่ตรวจสอบมี Landing Page 1 หน้าเริ่มต้น 7,900 บาท และเว็บไซต์ธุรกิจขนาดเล็ก 5 หน้าเริ่มต้น 14,900 บาท ส่วนเว็บไซต์ที่มีจำนวนหน้าและ Requirement มากขึ้นจะมีราคาสูงขึ้นตามขอบเขตงาน
ทำไมราคาทำเว็บไซต์แต่ละเจ้าต่างกันมาก?
เพราะ Scope งาน เทคโนโลยี Design จำนวนหน้า ฟังก์ชัน Content, SEO และบริการหลังการขายแตกต่างกัน จึงควรเปรียบเทียบรายละเอียดในใบเสนอราคา ไม่ใช่เปรียบเทียบเฉพาะยอดรวม
ค่าทำเว็บไซต์รวม Domain และ Hosting หรือไม่?
ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจของผู้ให้บริการ บางแห่งรวมไว้แล้ว ขณะที่บางแห่งคิดแยก ควรถามให้ชัดเจนว่าราคาครอบคลุม Domain, Hosting, SSL และค่าต่ออายุหรือไม่
ทำเว็บไซต์ WordPress มีค่าใช้จ่ายรายปีไหม?
ตัว WordPress เป็น Open Source แต่เว็บไซต์อาจมีค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง เช่น Domain, Hosting, Premium Plugin, Theme License, Backup, Security หรือ Maintenance ตามระบบที่เลือกใช้
ทำเว็บไซต์พร้อม SEO ราคาเท่าไหร่?
ต้องดูว่า “SEO” ในใบเสนอราคาหมายถึงอะไร หากเป็นการวาง Technical SEO เบื้องต้นอาจรวมอยู่ในค่าพัฒนาเว็บไซต์ แต่หากเป็น SEO ต่อเนื่อง เช่น Keyword Research, Content, On-page Optimization และ Off-page SEO มักเป็นบริการแยกต่างหาก
เว็บไซต์บริษัทควรมีกี่หน้า?
ไม่มีจำนวนตายตัว เว็บไซต์ควรมีหน้าเพียงพอสำหรับอธิบายธุรกิจและบริการ ตัวอย่างโครงสร้างพื้นฐานอาจประกอบด้วย หน้าแรก เกี่ยวกับเรา บริการ ผลงาน บทความ และติดต่อเรา หากมีหลายบริการควรพิจารณาสร้างหน้าบริการแยกตาม Search Intent และข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการ
ต้องจ่ายค่าดูแลเว็บไซต์ทุกเดือนหรือไม่?
ไม่จำเป็นในทุกกรณี ขึ้นอยู่กับเว็บไซต์และข้อตกลงกับผู้พัฒนา แต่เว็บไซต์ควรได้รับการอัปเดต Backup ตรวจสอบ Security และแก้ไขปัญหาทางเทคนิคอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเว็บไซต์ธุรกิจที่มีความสำคัญต่อรายได้
เว็บไซต์ราคาถูกทำ SEO ได้ไหม?
ราคาของเว็บไซต์ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่า SEO จะสำเร็จหรือไม่ แต่เว็บไซต์ควรมีโครงสร้างที่ Search Engine เข้าถึงได้ รองรับ Mobile มี Content ที่เป็นประโยชน์ และสามารถจัดการองค์ประกอบ SEO ที่จำเป็นได้
แหล่งอ้างอิง
- Google Search Central. Google Search Essentials. Google for Developers. https://developers.google.com/search/docs/essentials
- Google Search Central. Understanding Google Page Experience. Google for Developers. https://developers.google.com/search/docs/appearance/page-experience
- Google Search Central. Mobile-first Indexing Best Practices. Google for Developers. https://developers.google.com/search/docs/crawling-indexing/mobile/mobile-sites-mobile-first-indexing
- WordPress.org. WordPress Features. WordPress.org. https://wordpress.org/about/features/
ติดต่อเรา
- Facebook: Moon Knight Creator
- LINE: @moonknightcreator
- เว็บไซต์: www.moonknightcreator.com
- แผนที่: Moon Knight Creator








