
เมื่อเจ้าของธุรกิจเริ่มสนใจทำ SEO คำถามสำคัญที่มักเกิดขึ้นคือ ควรเรียนรู้และทำ SEO ด้วยตัวเอง หรือควรจ้างบริษัท ผู้เชี่ยวชาญ หรือฟรีแลนซ์เข้ามาดูแล
ทั้งสองทางเลือกสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ แต่มีต้นทุน ข้อจำกัด และระดับความเหมาะสมแตกต่างกัน การทำ SEO เองอาจช่วยประหยัดค่าบริการและทำให้เจ้าของเว็บไซต์ควบคุมเนื้อหาได้เต็มที่ แต่ต้องแลกกับเวลาศึกษา ทดลอง ตรวจสอบ และปรับปรุงเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง
ส่วนการจ้างทำ SEO ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงความรู้ เครื่องมือ และกระบวนการทำงานที่เป็นระบบมากขึ้น แต่ต้องเลือกผู้ให้บริการอย่างระมัดระวัง ตรวจสอบขอบเขตงาน และไม่เชื่อคำรับประกันอันดับที่เกินจริง
บทความนี้จะเปรียบเทียบ จ้างทำ SEO vs ทำเอง ในด้านต้นทุน เวลา บุคลากร เครื่องมือ ความเสี่ยง และผลลัพธ์ เพื่อช่วยให้เจ้าของธุรกิจตัดสินใจได้ว่าทางเลือกใดเหมาะกับสถานการณ์ของตนเองมากที่สุด
หัวข้อ
SEO คืออะไร และต้องทำงานด้านใดบ้าง?
SEO หรือ Search Engine Optimization คือกระบวนการปรับปรุงเว็บไซต์และเนื้อหา เพื่อช่วยให้ Search Engine เข้าใจหน้าเว็บไซต์ได้ดีขึ้น และช่วยให้ผู้ค้นหาค้นพบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความต้องการของตน
Google อธิบายว่า SEO เป็นการช่วยให้ระบบค้นหาเข้าใจเนื้อหา และช่วยให้ผู้ใช้ค้นพบเว็บไซต์ผ่านผลการค้นหา โดยพื้นฐานควรให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้ โครงสร้างเว็บไซต์ และความสามารถในการเข้าถึงหน้าเว็บของระบบค้นหา
งาน SEO ไม่ได้มีเพียงการใส่คีย์เวิร์ดในบทความ แต่ครอบคลุมหลายด้าน เช่น
- วิเคราะห์คำค้นหา
- วิเคราะห์ Search Intent
- วางโครงสร้างเว็บไซต์
- วางแผนหน้าบริการและบทความ
- ปรับ SEO Title และ Meta Description
- จัดโครงสร้าง Heading
- ปรับเนื้อหาเดิม
- สร้าง Internal Link
- ตรวจสอบการจัดทำดัชนี
- แก้ปัญหาทางเทคนิค
- ปรับความเร็วและประสบการณ์ใช้งาน
- ตรวจสอบข้อมูลใน Google Search Console
- วางแผน Local SEO
- สร้างความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์
- ติดตามอันดับ Traffic และ Conversion
ดังนั้น การตัดสินใจว่าจะทำเองหรือจ้างผู้เชี่ยวชาญ ควรพิจารณาจากขอบเขตงานทั้งหมด ไม่ใช่มองเฉพาะค่าเขียนบทความหรือจำนวนคีย์เวิร์ด
จ้างทำ SEO กับทำเองต่างกันอย่างไร?
| ประเด็น | ทำ SEO เอง | จ้างทำ SEO |
|---|---|---|
| ค่าใช้จ่ายตรง | เริ่มต้นต่ำกว่า | มีค่าบริการรายเดือนหรือรายโครงการ |
| ต้นทุนเวลา | สูง | เจ้าของธุรกิจใช้เวลาน้อยลง |
| การควบคุม | ควบคุมได้เต็มที่ | ต้องทำงานร่วมกับผู้ให้บริการ |
| ความรู้ที่ต้องมี | ต้องศึกษาและทดลองเอง | ได้ใช้ความรู้ของทีมที่มีประสบการณ์ |
| เครื่องมือ | ต้องเลือกและสมัครเอง | ผู้ให้บริการอาจมีเครื่องมืออยู่แล้ว |
| ความเร็วในการเริ่มงาน | อาจช้าหากยังไม่มีพื้นฐาน | เริ่มวิเคราะห์ได้เร็วกว่าเมื่อข้อมูลพร้อม |
| ความเข้าใจธุรกิจ | เจ้าของธุรกิจเข้าใจดีที่สุด | ต้องส่งต่อข้อมูลให้ทีม SEO |
| การแก้ปัญหาเทคนิค | อาจต้องจ้างเพิ่ม | บางทีมมี Technical SEO หรือ Developer |
| ความต่อเนื่อง | ขึ้นอยู่กับเวลาของเจ้าของ | มีแผนและผู้รับผิดชอบชัดเจนกว่า |
| ความเสี่ยง | เสี่ยงจากการทดลองผิดวิธี | เสี่ยงจากการเลือกผู้ให้บริการไม่เหมาะสม |
ไม่มีทางเลือกใดดีที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ ธุรกิจขนาดเล็กที่มีเว็บไซต์ไม่ซับซ้อนอาจเริ่มทำบางส่วนได้เอง ส่วนเว็บไซต์ขนาดใหญ่หรือมีการแข่งขันสูงอาจต้องใช้ทีมที่มีความเชี่ยวชาญหลายด้าน
ข้อดีของการทำ SEO ด้วยตัวเอง
เข้าใจธุรกิจและลูกค้าโดยตรง
เจ้าของธุรกิจมักเข้าใจสินค้า บริการ ปัญหาของลูกค้า และคำถามที่พบจากการขายจริงมากกว่าบุคคลภายนอก
ความเข้าใจเหล่านี้ช่วยให้สามารถสร้างเนื้อหาที่ตอบคำถามจริง เช่น
- ลูกค้ากังวลเรื่องใดก่อนซื้อ
- ปัญหาใดทำให้ลูกค้าติดต่อมา
- ลูกค้าเปรียบเทียบกับทางเลือกใด
- ข้อมูลใดที่ลูกค้าต้องเตรียม
- เงื่อนไขใดทำให้ราคาแตกต่างกัน
- ข้อเข้าใจผิดใดเกิดขึ้นบ่อย
ข้อมูลจากประสบการณ์จริงสามารถช่วยสร้างเนื้อหาที่มีความเฉพาะและแตกต่างจากบทความทั่วไปบนอินเทอร์เน็ต
ควบคุมเนื้อหาได้เต็มที่
การทำเองช่วยให้ธุรกิจควบคุมรายละเอียดได้ เช่น
- น้ำเสียงของแบรนด์
- ข้อมูลสินค้าและบริการ
- ราคาและเงื่อนไข
- ชื่อบุคคลและผลงาน
- พื้นที่ให้บริการ
- ข้อมูลทางเทคนิค
- ช่วงเวลาที่ต้องอัปเดต
ไม่ต้องรอให้ทีมภายนอกแก้ไขข้อมูลเล็กน้อย และสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจได้รวดเร็ว
ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างช่วงเริ่มต้น
ธุรกิจที่มีงบจำกัดสามารถเริ่มจากงานพื้นฐานได้เอง เช่น
- ตั้งค่า Google Search Console
- เขียนรายละเอียดบริการ
- เพิ่มข้อมูลติดต่อ
- ปรับชื่อหน้า
- สร้างบทความจากคำถามลูกค้า
- เพิ่ม Internal Link
- ตรวจสอบหน้าเสีย
- อัปเดตข้อมูลเก่า
อย่างไรก็ตาม ควรนับเวลาของเจ้าของธุรกิจเป็นต้นทุนด้วย ไม่ควรมองว่าการทำเองไม่มีค่าใช้จ่ายเลย
ได้เรียนรู้สินทรัพย์ออนไลน์ของธุรกิจ
การทำ SEO เองช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์เข้าใจว่า
- ลูกค้าค้นหาธุรกิจด้วยคำใด
- หน้าใดสร้าง Traffic
- เนื้อหาใดไม่มีผู้เข้าชม
- ลูกค้าสนใจบริการประเภทใด
- เว็บไซต์มีปัญหาอะไร
- คอนเทนต์ส่วนใดควรพัฒนาต่อ
Google Search Console สามารถแสดงข้อมูล เช่น Click, Impression, Query, Page และแนวโน้มประสิทธิภาพจาก Google Search ซึ่งนำไปใช้ประกอบการวางแผนและปรับปรุง SEO ได้
ข้อจำกัดของการทำ SEO เอง
ต้องใช้เวลาเรียนรู้หลายด้าน
SEO เกี่ยวข้องกับทั้งเนื้อหา การตลาด เว็บไซต์ ข้อมูล และเทคนิค เจ้าของธุรกิจอาจต้องศึกษาเรื่องต่อไปนี้พร้อมกัน
- Keyword Research
- Search Intent
- Content Strategy
- WordPress
- HTML พื้นฐาน
- Indexing
- Redirect
- Canonical
- Structured Data
- Website Performance
- Analytics
- Search Console
- Local SEO
แม้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญทุกเรื่อง แต่ต้องรู้มากพอที่จะตรวจสอบว่าสิ่งที่กำลังทำมีผลต่อเว็บไซต์อย่างไร
ใช้เวลาจากงานหลักของธุรกิจ
การทำ SEO อย่างต่อเนื่องประกอบด้วยงานจำนวนมาก เช่น วิเคราะห์ข้อมูล เขียนบทความ ตรวจเว็บไซต์ อัปเดตข้อมูล และติดตามผล
หากเจ้าของธุรกิจต้องรับผิดชอบการขาย บริการลูกค้า บัญชี และการดำเนินงานอยู่แล้ว SEO อาจถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ จนขาดความต่อเนื่อง
เสี่ยงแก้ผิดจุด
เว็บไซต์ที่มี Traffic ต่ำอาจไม่ได้มีปัญหาจากจำนวนบทความเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจาก
- หน้าไม่ได้รับการจัดทำดัชนี
- โครงสร้างเว็บไซต์ซ้ำซ้อน
- Search Intent ไม่ตรง
- บทความแย่งอันดับกันเอง
- หน้าโหลดช้า
- เว็บไซต์มีปัญหาบนมือถือ
- Internal Link ไม่ชัด
- เนื้อหาไม่แตกต่าง
- หน้าเป้าหมายไม่มี Conversion
หากไม่วิเคราะห์สาเหตุให้ถูกต้อง ธุรกิจอาจใช้เวลาผลิตบทความจำนวนมากโดยไม่แก้ปัญหาหลัก
ต้องรับผิดชอบเครื่องมือและข้อมูลเอง
เครื่องมือพื้นฐานบางรายการใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่การวิเคราะห์เชิงลึกอาจต้องใช้เครื่องมือเพิ่มเติมเกี่ยวกับ
- Keyword
- Backlink
- Technical Audit
- Ranking
- Competitor Analysis
- Content Optimization
- Website Crawling
- Reporting
การสมัครหลายเครื่องมืออาจมีต้นทุนสูงกว่าที่คาด และผู้ใช้ยังต้องเรียนรู้วิธีอ่านข้อมูลให้ถูกต้อง
ข้อดีของการจ้างทำ SEO
ได้กระบวนการทำงานที่เป็นระบบ
ผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานควรเริ่มจากการตรวจสอบเว็บไซต์และเป้าหมายของธุรกิจ ก่อนเสนอจำนวนบทความหรือคีย์เวิร์ด
กระบวนการอาจประกอบด้วย
- เก็บข้อมูลธุรกิจและคู่แข่ง
- ตรวจเว็บไซต์ปัจจุบัน
- วิเคราะห์คำค้นหาและ Search Intent
- วางโครงสร้างหน้า
- กำหนดลำดับความสำคัญ
- ปรับ Technical SEO
- ปรับหน้าบริการ
- วางแผนเนื้อหา
- สร้าง Internal Link
- ติดตามและรายงานผล
กระบวนการที่ชัดเจนช่วยให้ธุรกิจทราบว่าแต่ละเดือนดำเนินการอะไร และงานนั้นเกี่ยวข้องกับเป้าหมายอย่างไร
ลดเวลาศึกษาและทดลอง
ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์อาจระบุปัญหาได้เร็วกว่า เช่น
- มีหลายหน้าที่ใช้คีย์เดียวกัน
- หน้าบริการมีเนื้อหาไม่เพียงพอ
- Redirect ตั้งค่าผิด
- Canonical ไม่เหมาะสม
- เว็บไซต์มีหน้าซ้ำ
- โครงสร้าง Internal Link กระจาย
- Google เข้าไม่ถึงหน้าสำคัญ
- Content ไม่ตรง Intent
การระบุปัญหาได้เร็วช่วยลดเวลาที่ธุรกิจต้องทดลองหลายแนวทางด้วยตัวเอง
เข้าถึงทักษะหลายด้าน
งาน SEO ที่ครบถ้วนอาจต้องใช้บุคลากรหลายบทบาท เช่น
- SEO Strategist
- Content Writer
- Editor
- Technical SEO
- Web Developer
- Designer
- Data Analyst
- Outreach Specialist
การจ้างทีมที่มีความสามารถครอบคลุมช่วยลดภาระในการสรรหาและบริหารบุคลากรแต่ละตำแหน่งแยกกัน
มีผู้รับผิดชอบและตารางงาน
การจ้างผู้ให้บริการช่วยกำหนดว่าใครเป็นผู้วิเคราะห์ ใครปรับเว็บไซต์ ใครเขียนเนื้อหา และงานใดต้องส่งในแต่ละช่วงเวลา
ข้อดีนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อขอบเขตงานและผู้รับผิดชอบถูกระบุชัดเจน ไม่ใช่เพียงชำระค่าบริการรายเดือนโดยไม่ทราบว่ามีการดำเนินงานอะไร
ข้อจำกัดและความเสี่ยงของการจ้างทำ SEO
ต้องใช้งบอย่างต่อเนื่อง
SEO มักต้องใช้เวลาตรวจสอบ ปรับปรุง และสร้างเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง ค่าบริการจึงอาจเป็นรายเดือนหรือแบ่งตามระยะโครงการ
ธุรกิจควรพิจารณาว่าสามารถรักษางบได้ต่อเนื่องหรือไม่ ไม่ควรเลือกแพ็กเกจที่สูงเกินความสามารถและต้องหยุดกลางทางก่อนงานสำคัญเสร็จ
ผู้ให้บริการอาจไม่เข้าใจธุรกิจทันที
ทีม SEO ไม่สามารถเข้าใจสินค้า บริการ และลูกค้าได้ครบถ้วนจากการประชุมครั้งเดียว ธุรกิจต้องช่วยส่งข้อมูล เช่น
- รายละเอียดบริการ
- กลุ่มลูกค้า
- จุดเด่น
- คำถามจากลูกค้า
- ขั้นตอนทำงาน
- กรณีศึกษา
- ผลงาน
- ข้อมูลทางเทคนิค
- ข้อจำกัดในการให้บริการ
หากเจ้าของธุรกิจไม่ให้ข้อมูล เนื้อหาอาจออกมากว้างและคล้ายเว็บไซต์ทั่วไป
คุณภาพผู้ให้บริการแตกต่างกันมาก
บางรายอาจเน้นขายจำนวนคีย์เวิร์ด จำนวนบทความ หรือลิงก์ โดยไม่ได้พิจารณาคุณภาพของเว็บไซต์และเป้าหมายธุรกิจ
สัญญาณที่ควรระวัง ได้แก่
- รับประกันอันดับหนึ่ง
- รับประกันผลภายในเวลาสั้นมาก
- ไม่ขอเข้าดูข้อมูลเว็บไซต์
- ไม่สอบถามเป้าหมายธุรกิจ
- ไม่อธิบายว่าจะทำอะไร
- รายงานเฉพาะอันดับโดยไม่ดู Conversion
- สร้างบทความจำนวนมากแต่ข้อมูลซ้ำ
- ไม่เปิดเผยว่าลิงก์มาจากที่ใด
- ขอเป็นเจ้าของบัญชีหรือทรัพย์สินของลูกค้า
- ไม่ระบุเงื่อนไขเมื่อยกเลิกบริการ
Google ระบุว่าไม่มีวิธีขอหรือจ่ายเงินให้ Google เพื่อให้อันดับ Organic สูงขึ้น ดังนั้นควรระวังผู้ให้บริการที่อ้างว่ามีความสัมพันธ์พิเศษหรือสามารถรับประกันตำแหน่งในผลการค้นหาได้
เปรียบเทียบต้นทุนทำ SEO เองกับจ้างทำ
ต้นทุนของการทำ SEO เอง
ต้นทุนไม่ได้มีเพียงค่าเครื่องมือ แต่ประกอบด้วย
- เวลาศึกษา
- เวลาเขียนและแก้เนื้อหา
- เวลาตรวจข้อมูล
- ค่าเครื่องมือ
- ค่าภาพหรือสื่อ
- ค่า Developer เมื่อมีปัญหา
- ต้นทุนจากการทดลองผิด
- โอกาสที่เสียไปจากงานหลัก
ตัวอย่างสมมติ หากเจ้าของธุรกิจใช้เวลาทำ SEO เดือนละ 25 ชั่วโมง และประเมินมูลค่าเวลาของตนเองที่ 600 บาทต่อชั่วโมง ต้นทุนเวลาจะเท่ากับประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน โดยยังไม่รวมเครื่องมือและค่าพัฒนาเว็บไซต์
ตัวเลขนี้ไม่ใช่ราคามาตรฐาน แต่แสดงให้เห็นว่าการทำเองไม่ได้หมายความว่าไม่มีต้นทุน
ต้นทุนของการจ้างทำ SEO
ค่าจ้างอาจคิดได้หลายรูปแบบ เช่น
- รายชั่วโมง
- รายครั้ง
- รายโครงการ
- รายเดือน
- เฉพาะการตรวจเว็บไซต์
- เฉพาะ Content
- เฉพาะ Technical SEO
- บริการแบบครบวงจร
ค่าบริการแตกต่างตาม
- ขนาดเว็บไซต์
- จำนวนภาษา
- จำนวนสินค้าและบริการ
- ระดับการแข่งขัน
- สภาพเว็บไซต์เดิม
- จำนวนเนื้อหาที่ต้องผลิต
- ปัญหาทางเทคนิค
- พื้นที่เป้าหมาย
- ขอบเขตการรายงาน
- จำนวนผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง
ธุรกิจจึงควรเปรียบเทียบจากสิ่งที่ได้รับ ไม่ควรเปรียบเทียบเฉพาะยอดรวมของใบเสนอราคา
ตัวอย่างงบประมาณแบบไหนควรเลือกทางใด?
ตารางนี้เป็นแนวทางวิเคราะห์เบื้องต้น ไม่ใช่ราคากลางของตลาด
| สถานการณ์ | แนวทางที่อาจเหมาะ |
|---|---|
| ไม่มีงบ แต่มีเวลาศึกษา | เริ่มทำพื้นฐานด้วยตัวเอง |
| งบน้อยและไม่มีเวลา | จ้างตรวจเว็บไซต์และวางแผนครั้งแรก แล้วทำตามเอง |
| มีผู้เขียนในทีม | จ้าง SEO วาง Strategy และให้ทีมภายในผลิตเนื้อหา |
| เว็บไซต์มีปัญหาเทคนิค | จ้าง Technical SEO หรือ Developer เฉพาะทาง |
| ธุรกิจแข่งขันสูง | ใช้ทีม SEO ที่ดูแลหลายด้าน |
| เว็บไซต์ขนาดเล็กในพื้นที่ | ทำ Local SEO บางส่วนเอง และจ้างเฉพาะงานที่ขาด |
| ร้านค้าออนไลน์สินค้าจำนวนมาก | ควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างและ Technical SEO |
| ต้องการสร้างทีมระยะยาว | จ้างที่ปรึกษาและพัฒนาทีมภายในควบคู่กัน |
ทำ SEO เองเหมาะกับใคร?
การทำ SEO เองอาจเหมาะกับธุรกิจที่มีลักษณะดังนี้
- เว็บไซต์ยังมีขนาดเล็ก
- มีสินค้าและบริการไม่ซับซ้อน
- เจ้าของธุรกิจมีเวลาเรียนรู้
- มีความคุ้นเคยกับ WordPress
- สามารถเขียนเนื้อหาได้
- การแข่งขันของคีย์ไม่สูงมาก
- ยังไม่มีงบจ้างต่อเนื่อง
- ต้องการเริ่มจาก Local SEO
- มี Developer ช่วยเมื่อเกิดปัญหา
- พร้อมติดตามข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจบริการในพื้นที่ที่มีบริการหลักไม่กี่รายการ อาจเริ่มจากการจัดทำหน้าบริการ เพิ่มข้อมูลพื้นที่ สร้าง Google Business Profile และเขียนคำถามที่ลูกค้าถามบ่อย
จ้างทำ SEO เหมาะกับใคร?
การจ้างผู้เชี่ยวชาญอาจเหมาะกับธุรกิจที่
- ไม่มีเวลาทำ SEO เอง
- เว็บไซต์มีหน้าและสินค้าจำนวนมาก
- มีหลายภาษา
- แข่งขันกับแบรนด์ขนาดใหญ่
- Traffic ลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
- เว็บไซต์เคยย้ายระบบ
- มีปัญหาการจัดทำดัชนี
- มีบทความจำนวนมากและเกิด Keyword Cannibalization
- ต้องเชื่อม SEO กับยอดขายหรือ Lead
- ต้องการรายงานและผู้รับผิดชอบ
- มีงบดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
- ต้องใช้ Technical SEO และ Content พร้อมกัน
ทางเลือกแบบ Hybrid: จ้างบางส่วนและทำบางส่วนเอง
ธุรกิจไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างทำเองทั้งหมดกับจ้างทั้งหมดเท่านั้น การแบ่งงานตามความเชี่ยวชาญเป็นอีกทางเลือกที่เหมาะกับหลายองค์กร
ตัวอย่างการแบ่งงาน ได้แก่
ให้ผู้เชี่ยวชาญวางแผน แล้วทีมภายในเขียน
ผู้เชี่ยวชาญรับผิดชอบ
- Keyword Research
- Search Intent
- Content Gap
- โครงสร้างบทความ
- Internal Link
- Editorial Review
ทีมภายในรับผิดชอบการเขียนโดยใช้ข้อมูลและประสบการณ์จริงของธุรกิจ
จ้าง Technical SEO แต่ดูแลเนื้อหาเอง
เหมาะกับธุรกิจที่เขียนเนื้อหาได้ดี แต่ไม่ถนัดเรื่อง
- Crawl
- Indexing
- Redirect
- Canonical
- Schema
- Website Performance
- Sitemap
- JavaScript
- Migration
ทำเนื้อหาเองและจ้างตรวจเป็นรอบ
อาจจ้างผู้เชี่ยวชาญตรวจเว็บไซต์ทุกสามหรือหกเดือน เพื่อดูปัญหา แนวโน้ม และลำดับงานที่ควรทำต่อ
มีทีมภายในและใช้ที่ปรึกษา
เหมาะกับธุรกิจที่มี Content Writer, Developer และ Marketing อยู่แล้ว แต่ต้องการ Strategy การตรวจคุณภาพ และการแก้ปัญหาเฉพาะด้าน
เครื่องมือที่ต้องใช้เมื่อทำ SEO เอง
ธุรกิจที่ทำ SEO เองควรเริ่มจากเครื่องมือพื้นฐานก่อน ไม่จำเป็นต้องสมัครทุกระบบพร้อมกัน
Google Search Console
ใช้ติดตามการแสดงผลใน Google Search เช่น
- Click
- Impression
- CTR
- Average Position
- Query
- Page
- Country
- Device
- สถานะการจัดทำดัชนีบางส่วน
รายงาน Performance ช่วยดูว่าคำค้นหาใดนำผู้ใช้มายังเว็บไซต์ หน้าใดได้รับ Click และหน้าใดมี CTR สูงหรือต่ำ
Google Analytics
ใช้ติดตามพฤติกรรมหลังผู้ใช้เข้าสู่เว็บไซต์ เช่น
- จำนวนผู้ใช้
- ช่องทางที่มา
- Landing Page
- Engagement
- Event
- Form Submission
- Conversion
WordPress SEO Plugin
ปลั๊กอินช่วยจัดการองค์ประกอบพื้นฐาน เช่น
- SEO Title
- Meta Description
- Sitemap
- Canonical
- Schema บางประเภท
- การตั้งค่า Index
คะแนนจากปลั๊กอินเป็นเพียง Checklist เบื้องต้น ไม่สามารถยืนยันคุณภาพเนื้อหาหรืออันดับได้
เครื่องมือตรวจความเร็ว
ใช้ตรวจสอบปัญหาเกี่ยวกับการโหลดหน้า รูปภาพ Script และประสบการณ์ใช้งาน
เครื่องมือ Keyword และคู่แข่ง
ใช้ค้นหาแนวคิดคำค้นหา ปริมาณโดยประมาณ คู่แข่ง และ Backlink แต่ข้อมูลจากแต่ละเครื่องมืออาจแตกต่างกัน ควรใช้เป็นแนวทางร่วมกับข้อมูลจริงจากเว็บไซต์
หากทำ SEO เอง ควรเริ่มจากอะไร?
ขั้นตอนที่ 1: ตั้งค่าการเก็บข้อมูล
เชื่อม Google Search Console และ Analytics เพื่อให้มีข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ภายหลัง
ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบหน้าสำคัญ
รวบรวมหน้า
- หน้าแรก
- หน้าบริการ
- หน้าสินค้า
- หน้าพื้นที่
- หน้าติดต่อ
- บทความสำคัญ
ตรวจสอบว่าหน้าเหล่านี้เปิดได้ มีข้อมูลครบ และเชื่อมโยงถึงกันหรือไม่
ขั้นตอนที่ 3: กำหนดคีย์และ Intent
แต่ละหน้าควรมีหน้าที่ชัดเจน ไม่ควรสร้างหลายหน้าที่ตอบคำถามเดียวกันโดยไม่จำเป็น
ขั้นตอนที่ 4: ปรับหน้าบริการก่อนเพิ่มบทความจำนวนมาก
หน้าบริการควรมี
- รายละเอียดบริการ
- กลุ่มลูกค้าที่เหมาะ
- ขั้นตอนทำงาน
- ราคาเบื้องต้นหรือปัจจัยกำหนดราคา
- ผลงาน
- FAQ
- พื้นที่บริการ
- CTA
- ช่องทางติดต่อ
ขั้นตอนที่ 5: สร้างบทความจากคำถามลูกค้า
เริ่มจากคำถามที่มีความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจซื้อ เช่น
- ราคาเท่าไร
- ใช้เวลากี่วัน
- ต้องเตรียมอะไร
- เลือกผู้ให้บริการอย่างไร
- วิธีเปรียบเทียบ
- ข้อจำกัด
- ปัญหาที่พบบ่อย
ขั้นตอนที่ 6: ติดตามผลและปรับปรุง
ตรวจข้อมูลเป็นรายเดือนหรือช่วงเวลาที่เหมาะสม ดูแนวโน้มแทนการตรวจอันดับทุกวัน
ก่อนจ้างทำ SEO ควรถามอะไรบ้าง?
จะเริ่มจากการตรวจเว็บไซต์หรือไม่?
ผู้ให้บริการควรเข้าใจสภาพเว็บไซต์ก่อนเสนอแผน ไม่ควรกำหนดจำนวนบทความแบบเดียวกันให้ทุกธุรกิจ
ขอบเขตงานประกอบด้วยอะไร?
สอบถามว่าแพ็กเกจรวม
- Audit
- Keyword Research
- Content
- On-Page SEO
- Technical SEO
- Internal Link
- Backlink
- Local SEO
- Reporting
- Developer
หรือไม่
ใครเป็นเจ้าของบัญชีและข้อมูล?
บัญชีสำคัญควรอยู่ภายใต้การควบคุมของธุรกิจ เช่น
- Domain
- Hosting
- WordPress Admin
- Search Console
- Analytics
- Google Business Profile
ผู้ให้บริการควรได้รับสิทธิ์ในระดับที่จำเป็น ไม่ควรเป็นเจ้าของสินทรัพย์แทนลูกค้า
รายงานผลอย่างไร?
รายงานควรอธิบายมากกว่าจำนวนคีย์ที่อันดับเพิ่ม เช่น
- งานที่ดำเนินการ
- ปัญหาที่พบ
- Traffic
- Landing Page
- Conversion
- งานเดือนถัดไป
- ข้อจำกัด
- สิ่งที่ลูกค้าต้องส่ง
วัดผลจากอะไร?
ควรใช้ KPI ที่สัมพันธ์กับธุรกิจ เช่น
- Organic Click
- Qualified Traffic
- Lead
- Call
- Form Submission
- Sale
- Revenue
- Local Action
ไม่ควรวัดจากอันดับของคีย์เพียงไม่กี่คำเท่านั้น
หากหยุดบริการจะได้รับอะไร?
สอบถามเรื่อง
- ไฟล์งาน
- บทความ
- รายงาน
- บัญชี
- สิทธิ์เข้าถึง
- ลิงก์
- การดูแล Redirect
- ระยะส่งมอบ
- การลบสิทธิ์ทีมงาน
วิธีเปรียบเทียบใบเสนอราคา SEO
ไม่ควรเลือกจากราคาต่อเดือนเพียงอย่างเดียว ควรเปรียบเทียบรายละเอียดดังนี้
| ประเด็น | สิ่งที่ต้องตรวจสอบ |
|---|---|
| เป้าหมาย | เชื่อมโยงกับ Lead หรือยอดขายหรือไม่ |
| Audit | ตรวจเว็บไซต์ก่อนเริ่มหรือไม่ |
| Keyword | วิเคราะห์ Intent และ Mapping หรือไม่ |
| Content | จำนวน คุณภาพ ผู้เขียน และการตรวจข้อมูล |
| Technical | ใครเป็นผู้แก้ปัญหา |
| Internal Link | มีการวางโครงสร้างหรือไม่ |
| Backlink | แหล่งที่มาและคุณภาพเป็นอย่างไร |
| Reporting | รายงานอะไรและบ่อยแค่ไหน |
| Communication | มีผู้รับผิดชอบและช่องทางติดต่อหรือไม่ |
| Ownership | ลูกค้าเป็นเจ้าของบัญชีและไฟล์หรือไม่ |
| Contract | ระยะเวลา ยกเลิก และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม |
| Guarantee | มีคำรับประกันเกินจริงหรือไม่ |
จ้าง SEO แล้วต้องมีส่วนร่วมแค่ไหน?
แม้จ้างผู้เชี่ยวชาญแล้ว เจ้าของธุรกิจยังควรมีส่วนร่วมในเรื่องต่อไปนี้
- ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
- ให้รายละเอียดสินค้าและบริการ
- ส่งผลงานและกรณีศึกษา
- อนุมัติเนื้อหา
- แจ้งการเปลี่ยนแปลงราคา
- ให้ข้อมูลจากฝ่ายขาย
- แจ้งคำถามที่ลูกค้าถาม
- ช่วยประเมินคุณภาพ Lead
- อนุมัติการแก้เว็บไซต์
- ให้ Feedback ต่อรายงาน
SEO มักทำงานได้ดีขึ้นเมื่อผู้ให้บริการและทีมธุรกิจร่วมกัน ไม่ใช่ส่งเว็บไซต์ให้ดูแลแล้วไม่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอีกเลย
SEO ใช้เวลานานแค่ไหนจึงเห็นผล?
ไม่มีระยะเวลาที่ใช้ได้กับทุกเว็บไซต์ เนื่องจากขึ้นอยู่กับ
- อายุและประวัติเชิงเทคนิคของเว็บไซต์
- ระดับการแข่งขัน
- คุณภาพเนื้อหาเดิม
- จำนวนหน้าที่มีปัญหา
- ความเร็วในการแก้ไข
- ความน่าเชื่อถือของแบรนด์
- ลิงก์
- งบและทรัพยากร
- การเปลี่ยนแปลงของผลการค้นหา
ควรประเมินจากแนวโน้มหลายตัวชี้วัด เช่น จำนวนหน้าที่ได้รับการจัดทำดัชนี Impression, Click, Query, Landing Page และ Conversion มากกว่ารอให้อันดับคีย์เดียวเปลี่ยนแปลง
จ้างทำ SEO คุ้มไหม?
การจ้าง SEO จะคุ้มเมื่อ
- ธุรกิจมีความต้องการค้นหาจริง
- เว็บไซต์สามารถเปลี่ยนผู้เข้าชมเป็นลูกค้าได้
- กำไรต่อการขายเพียงพอ
- มีทีมตอบลูกค้า
- สามารถลงทุนได้ต่อเนื่อง
- ผู้ให้บริการทำงานตรงกับปัญหา
- มีระบบติดตาม Lead และ Conversion
- เนื้อหาและข้อเสนอแข่งขันได้
การจ้างอาจไม่คุ้ม หากเว็บไซต์ยังไม่มีข้อมูลสินค้า บริการไม่ชัดเจน ไม่มีผู้รับผิดชอบตอบลูกค้า หรือธุรกิจไม่สามารถรองรับยอดสอบถามเพิ่มได้
Checklist ตัดสินใจว่าควรทำเองหรือจ้าง
ลองตอบคำถามต่อไปนี้
- คุณมีเวลาทำ SEO อย่างน้อยทุกสัปดาห์หรือไม่?
- คุณสามารถแก้ไขเว็บไซต์ได้เองหรือไม่?
- มีคนเขียนและตรวจเนื้อหาหรือไม่?
- เข้าใจ Search Console และ Analytics หรือไม่?
- เว็บไซต์มีปัญหาเทคนิคซับซ้อนหรือไม่?
- ตลาดมีการแข่งขันสูงหรือไม่?
- ต้องการผลลัพธ์เชื่อมกับยอดขายหรือไม่?
- มีงบต่อเนื่องหรือไม่?
- มีข้อมูลธุรกิจพร้อมส่งให้ผู้ทำ SEO หรือไม่?
- สามารถตรวจสอบคุณภาพงานของผู้ให้บริการได้หรือไม่?
หากมีเวลาและเว็บไซต์ไม่ซับซ้อน สามารถเริ่มทำพื้นฐานเองได้
หากไม่มีเวลา เว็บไซต์มีปัญหาหลายด้าน หรือการแข่งขันสูง การจ้างผู้เชี่ยวชาญอาจช่วยลดการลองผิดลองถูกได้มากกว่า
หากมีทีมภายในแต่ขาด Strategy ทางเลือกแบบ Hybrid อาจคุ้มค่าที่สุด
สรุปจ้างทำ SEO vs ทำเอง แบบไหนดีกว่า?
การทำ SEO เองเหมาะกับธุรกิจที่มีเวลา ต้องการควบคุมเนื้อหา มีเว็บไซต์ไม่ซับซ้อน และพร้อมเรียนรู้เครื่องมือกับหลักการพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง
การจ้างทำ SEO เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการกระบวนการเป็นระบบ ไม่มีเวลาศึกษา เว็บไซต์มีขนาดใหญ่ มีการแข่งขันสูง หรือต้องแก้ปัญหาทั้ง Content และ Technical SEO พร้อมกัน
สิ่งสำคัญคือไม่ควรเปรียบเทียบเฉพาะค่าบริการ แต่ควรรวมต้นทุนเวลา เครื่องมือ บุคลากร ความเสี่ยง และโอกาสทางธุรกิจเข้าไปด้วย
สำหรับหลายธุรกิจ แนวทางที่เหมาะที่สุดอาจเป็นการทำงานแบบผสม โดยให้ผู้เชี่ยวชาญวาง Strategy ตรวจเว็บไซต์ และดูแลงานเทคนิค ขณะที่ทีมภายในเป็นผู้ให้ข้อมูล เขียนเนื้อหา และดูแลความถูกต้องของแบรนด์
ไม่ว่าจะเลือกทางใด SEO ควรถูกมองเป็นกระบวนการปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อผู้ใช้และธุรกิจในระยะยาว ไม่ใช่การใส่คีย์เวิร์ดจำนวนมากหรือพยายามหาวิธีรับประกันอันดับในเวลาสั้น ๆ
ปรึกษาการวางแผน SEO สำหรับธุรกิจ
หากยังไม่แน่ใจว่าควรทำ SEO เอง จ้างดูแลทั้งหมด หรือแบ่งงานระหว่างทีมภายในกับผู้เชี่ยวชาญ สามารถเริ่มจากการตรวจสอบเว็บไซต์และกำหนดปัญหาที่ควรแก้ก่อน
ข้อมูลที่ควรเตรียมสำหรับการประเมิน ได้แก่
- URL เว็บไซต์
- สินค้าหรือบริการหลัก
- พื้นที่เป้าหมาย
- กลุ่มลูกค้า
- คู่แข่ง
- ปัญหาที่กำลังพบ
- เป้าหมายด้าน Traffic หรือ Lead
- งบประมาณโดยประมาณ
- ทีมงานที่มีอยู่
- สิ่งที่เคยทำ SEO มาก่อน
เมื่อทราบข้อมูลเหล่านี้ จะสามารถแบ่งได้ชัดขึ้นว่างานส่วนใดทำเองได้ งานส่วนใดควรจ้าง และควรเริ่มจากจุดใดก่อน
คำถามที่พบบ่อย
SEO ทำเองได้ไหม?
ทำได้ โดยเฉพาะเว็บไซต์ขนาดเล็กและ Local Business แต่ต้องมีเวลาศึกษา สร้างเนื้อหา ตรวจข้อมูล และปรับเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง
จ้างทำ SEO คุ้มไหม?
ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย การแข่งขัน คุณภาพเว็บไซต์ และความสามารถในการเปลี่ยนผู้เข้าชมเป็นลูกค้า ควรพิจารณาจากผลลัพธ์ทางธุรกิจ ไม่ใช่อันดับเพียงอย่างเดียว
ทำ SEO เองต้องเสียค่าอะไรบ้าง?
อาจมีค่าเครื่องมือ ค่าเขียนเนื้อหา ค่าภาพ ค่า Developer และต้นทุนเวลาของผู้ทำงาน แม้ไม่ได้จ่ายค่าบริการ SEO โดยตรง
ควรจ้างบริษัท SEO หรือฟรีแลนซ์?
ควรเลือกตามขอบเขตงาน ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ การสื่อสาร และความสามารถในการรองรับโครงการ ไม่ควรตัดสินจากรูปแบบผู้ให้บริการเพียงอย่างเดียว
บริษัท SEO รับประกันอันดับได้หรือไม่?
ไม่ควรเชื่อการรับประกันอันดับที่แน่นอน เพราะผลการค้นหาขึ้นอยู่กับระบบของ Search Engine การแข่งขัน และปัจจัยจำนวนมากที่ผู้ให้บริการควบคุมไม่ได้
จ้าง SEO แล้วต้องเขียนเนื้อหาเองไหม?
ขึ้นอยู่กับขอบเขตบริการ บางแพ็กเกจรวมการเขียน แต่เจ้าของธุรกิจยังควรให้ข้อมูล ตรวจความถูกต้อง และเพิ่มประสบการณ์จริงของธุรกิจ
ทำ SEO กี่เดือนจึงเห็นผล?
ไม่มีระยะเวลาตายตัว เว็บไซต์บางแห่งอาจเริ่มเห็นแนวโน้มจาก Impression และ Click ก่อน ส่วนผลด้าน Lead และอันดับอาจใช้เวลาต่างกันตามการแข่งขันและสภาพเว็บไซต์
สามารถจ้างวางแผนแล้วทำเองได้ไหม?
ได้ เหมาะกับธุรกิจที่มีคนเขียนหรือดูแลเว็บไซต์อยู่แล้ว แต่ขาด Strategy, Keyword Mapping, Technical Audit หรือระบบวัดผล
ควรวัดผล SEO จากอะไร?
ควรดูทั้ง Impression, Click, Organic Landing Page, Engagement, Lead, Call, Form Submission และยอดขาย โดยเลือกตัวชี้วัดที่สัมพันธ์กับเป้าหมายธุรกิจ
ติดต่อเรา
- Facebook: Moon Knight Creator
- LINE: @moonknightcreator
- เว็บไซต์: www.moonknightcreator.com
- แผนที่: Moon Knight Creator




