ค่าดูแลเว็บไซต์ WordPress คิดอย่างไร? ราคาเท่าไร และควรครอบคลุมอะไรบ้าง

หลังจากเว็บไซต์ WordPress เปิดใช้งานแล้ว หลายธุรกิจมักเข้าใจว่าเว็บไซต์สามารถปล่อยไว้ได้โดยไม่ต้องดูแลเพิ่มเติม แต่ในความเป็นจริง WordPress, Theme, Plugin, ระบบความปลอดภัย และข้อมูลบนเว็บไซต์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
เว็บไซต์ที่ไม่ได้รับการดูแลอาจเกิดปัญหา เช่น ระบบล้าสมัย หน้าเว็บแสดงผลผิดปกติ ฟอร์มติดต่อใช้งานไม่ได้ เว็บไซต์โหลดช้า ถูกโจมตี ข้อมูลสูญหาย หรืออัปเดตแล้วเกิดความขัดแย้งระหว่าง Plugin
ค่าดูแลเว็บไซต์ WordPress จึงไม่ได้คิดจากการ “เข้าไปดูเว็บไซต์เป็นครั้งคราว” เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับขอบเขตงาน ความซับซ้อนของเว็บไซต์ ความถี่ในการอัปเดต ระดับการสำรองข้อมูล การดูแลความปลอดภัย และเวลาที่ต้องใช้แก้ปัญหา
เจ้าของธุรกิจควรเข้าใจก่อนว่าแพ็กเกจดูแลเว็บไซต์แต่ละรายรวมอะไรบ้าง เพราะบริการที่ใช้ชื่อว่า “ดูแลเว็บไซต์รายเดือน” อาจมีขอบเขตแตกต่างกันมาก บางแพ็กเกจครอบคลุมเพียงการอัปเดตระบบ ขณะที่บางแพ็กเกจรวมการแก้ไขเนื้อหา ตรวจความปลอดภัย สำรองข้อมูล และช่วยเหลือเมื่อเว็บไซต์มีปัญหา
ค่าดูแลเว็บไซต์ WordPress คืออะไร?
ค่าดูแลเว็บไซต์ WordPress คือค่าบริการสำหรับตรวจสอบ ปรับปรุง ป้องกัน และแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์หลังเปิดใช้งาน
ขอบเขตงานอาจประกอบด้วย
- อัปเดต WordPress Core
- อัปเดต Theme
- อัปเดต Plugin
- สำรองข้อมูล
- ตรวจสอบความปลอดภัย
- ตรวจสอบเว็บไซต์ล่ม
- แก้ไขข้อผิดพลาดเบื้องต้น
- ตรวจลิงก์เสีย
- ตรวจฟอร์มติดต่อ
- ตรวจความเร็วเว็บไซต์
- แก้ไขข้อความและรูปภาพ
- เพิ่มบทความหรือสินค้า
- ตรวจสอบ SSL
- ตรวจสอบพื้นที่ Hosting
- ดูแลฐานข้อมูล
- จัดทำรายงานการดูแล
- ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์
ผู้ให้บริการแต่ละรายอาจรวมงานไม่เท่ากัน จึงควรดูรายละเอียดในใบเสนอราคา ไม่ควรตัดสินจากราคาต่อเดือนเพียงอย่างเดียว
ทำไมเว็บไซต์ WordPress ต้องมีการดูแล?
WordPress เป็นระบบที่ประกอบด้วยหลายส่วน เช่น
- WordPress Core
- Theme
- Plugin
- PHP
- Database
- Hosting
- SSL
- CDN
- ระบบ Cache
- ระบบฟอร์ม
- ระบบชำระเงิน
- ระบบสมาชิก
- ระบบสำรองข้อมูล
เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งได้รับการอัปเดต อาจส่งผลกระทบต่อส่วนอื่นได้
ตัวอย่างเช่น Plugin สร้างหน้าได้รับการอัปเดต แต่ Theme รุ่นเก่ายังไม่รองรับ อาจทำให้ Layout ผิดเพี้ยน ปุ่มกดไม่ได้ หรือหน้าแก้ไขเกิด Error
การดูแลเว็บไซต์อย่างต่อเนื่องช่วยลดความเสี่ยงและทำให้สามารถตรวจพบปัญหาได้ก่อนที่จะกระทบลูกค้า
ค่าดูแลเว็บไซต์ WordPress คิดจากอะไร?
ค่าบริการไม่ได้มีตัวเลขเดียวสำหรับทุกเว็บไซต์ โดยทั่วไปจะพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้
1. ขนาดของเว็บไซต์
เว็บไซต์ที่มีจำนวนหน้าน้อยและระบบพื้นฐานมักดูแลง่ายกว่าเว็บไซต์ที่มีบทความ สินค้า และข้อมูลจำนวนมาก
ตัวอย่างประเภทเว็บไซต์ ได้แก่
| ประเภทเว็บไซต์ | ลักษณะงานดูแล |
|---|---|
| เว็บไซต์บริษัทขนาดเล็ก | ตรวจระบบ อัปเดต และแก้ข้อมูลเล็กน้อย |
| เว็บไซต์บทความ | ดูแลบทความ รูปภาพ หมวดหมู่ และ SEO |
| ร้านค้าออนไลน์ | ดูแลสินค้า คำสั่งซื้อ ระบบชำระเงิน และ WooCommerce |
| เว็บไซต์สมาชิก | ดูแลบัญชีผู้ใช้ สิทธิ์ และข้อมูลสมาชิก |
| เว็บไซต์จองบริการ | ตรวจระบบปฏิทิน การจอง และการแจ้งเตือน |
| เว็บไซต์หลายภาษา | ตรวจข้อมูลและโครงสร้างหลายเวอร์ชัน |
| เว็บไซต์องค์กรขนาดใหญ่ | ดูแลหลายแผนก หลายฟังก์ชัน และผู้ใช้งานหลายระดับ |
เว็บไซต์ขนาดใหญ่ไม่ได้หมายถึงจำนวนหน้าอย่างเดียว แต่รวมถึงจำนวนระบบที่เชื่อมต่อด้วย
2. ความซับซ้อนของระบบ
เว็บไซต์ทั่วไปที่มีหน้า Home, About, Services และ Contact มักดูแลง่ายกว่าระบบที่มี
- WooCommerce
- ระบบสมาชิก
- ระบบจอง
- ระบบคอร์สออนไลน์
- ระบบหลายภาษา
- Payment Gateway
- API
- CRM
- ERP
- ระบบคลังสินค้า
- ระบบสมัครงาน
- ระบบค้นหาและตัวกรอง
- Custom Post Type
- Custom Code
ยิ่งระบบซับซ้อน การทดสอบก่อนและหลังอัปเดตยิ่งต้องละเอียด
3. จำนวน Theme และ Plugin
เว็บไซต์ที่ใช้ Plugin จำนวนมากมีโอกาสเกิดความขัดแย้งสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อใช้ Plugin จากหลายผู้พัฒนา
ควรตรวจว่า
- Plugin ยังมีการอัปเดตหรือไม่
- License หมดอายุหรือไม่
- รองรับ WordPress รุ่นปัจจุบันหรือไม่
- รองรับ PHP รุ่นของ Server หรือไม่
- มี Plugin ทำงานซ้ำกันหรือไม่
- มี Plugin ที่ไม่ได้ใช้งานหรือไม่
เว็บไซต์ที่ใช้ Plugin แบบเสียเงินอาจมีค่า License แยกจากค่าดูแลเว็บไซต์
4. ความถี่ในการอัปเดต
บางเว็บไซต์ต้องอัปเดตเพียงเดือนละครั้ง แต่บางเว็บไซต์ควรตรวจสอบทุกสัปดาห์หรือทุกวัน
ตัวอย่างความถี่ที่แตกต่างกัน ได้แก่
- เว็บไซต์บริษัททั่วไป: ตรวจรายเดือน
- เว็บไซต์ที่มี Traffic สูง: ตรวจรายสัปดาห์
- ร้านค้าออนไลน์: ตรวจหลายครั้งต่อสัปดาห์
- เว็บไซต์ข่าว: ตรวจทุกวัน
- เว็บไซต์ที่มีการทำรายการสำคัญ: ตรวจและสำรองข้อมูลถี่ขึ้น
ความถี่มีผลต่อเวลาทำงานและค่าบริการโดยตรง
5. ระบบสำรองข้อมูล
การสำรองข้อมูลเป็นส่วนสำคัญของการดูแลเว็บไซต์ แต่แต่ละแพ็กเกจอาจสำรองข้อมูลไม่เหมือนกัน
ควรดูรายละเอียด เช่น
- สำรองข้อมูลบ่อยแค่ไหน
- สำรองไฟล์หรือฐานข้อมูล
- เก็บสำรองไว้ที่ใด
- เก็บย้อนหลังนานเท่าไร
- มีสำรองข้อมูลนอก Server หรือไม่
- สามารถกู้คืนได้เร็วเพียงใด
- รวมค่ากู้คืนหรือไม่
- ทดสอบไฟล์สำรองจริงหรือไม่
เว็บไซต์บริษัททั่วไปอาจสำรองรายวันหรือรายสัปดาห์ ส่วนร้านค้าออนไลน์อาจต้องสำรองถี่กว่า เพราะมีคำสั่งซื้อและข้อมูลลูกค้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
6. การดูแลความปลอดภัย
แพ็กเกจพื้นฐานอาจตรวจเพียง Plugin และระบบ แต่แพ็กเกจที่สูงขึ้นอาจรวม
- Malware Scan
- Firewall
- Login Protection
- Two-factor Authentication
- ตรวจ User ที่ผิดปกติ
- ตรวจไฟล์ที่ถูกแก้ไข
- จำกัดการเข้าสู่ระบบ
- ตรวจ Spam
- ตรวจ SSL
- ตรวจ Security Header
- ตรวจ Backup
- ช่วยกู้คืนหลังถูกโจมตี
เว็บไซต์ที่เคยถูกแฮกหรือมีข้อมูลสำคัญอาจต้องใช้มาตรการมากกว่าเว็บไซต์ทั่วไป
7. ชั่วโมงแก้ไขเนื้อหา
ผู้ให้บริการบางรายรวมเวลาสำหรับแก้ไขเนื้อหา เช่น 1–5 ชั่วโมงต่อเดือน
งานที่อาจรวม ได้แก่
- เปลี่ยนข้อความ
- เปลี่ยนรูปภาพ
- เพิ่ม Banner
- เพิ่มข่าวสาร
- เพิ่มบทความ
- เพิ่มสินค้า
- แก้ราคา
- เปลี่ยนเบอร์โทร
- เพิ่มสมาชิกทีม
- ปรับเมนู
- แก้ลิงก์
ควรถามให้ชัดว่าเวลาแก้ไขสะสมข้ามเดือนได้หรือไม่ และงานประเภทใดไม่นับรวม
8. ระยะเวลาตอบกลับ
แพ็กเกจราคาสูงอาจมี Service Level Agreement หรือ SLA ที่ชัดเจน เช่น
- ตอบกลับภายใน 1 ชั่วโมง
- ตรวจปัญหาภายใน 4 ชั่วโมง
- ให้บริการวันจันทร์–ศุกร์
- มีบริการนอกเวลาทำการ
- มีบริการฉุกเฉิน
- มีช่องทางติดต่อเฉพาะ
หากธุรกิจพึ่งเว็บไซต์ในการขายหรือรับคำสั่งซื้อ ระยะเวลาตอบกลับมีความสำคัญมาก
9. Hosting และ Server
บางแพ็กเกจรวม Hosting ขณะที่บางแพ็กเกจคิดเฉพาะค่าดูแลเว็บไซต์
ค่า Hosting อาจขึ้นอยู่กับ
- พื้นที่จัดเก็บ
- Bandwidth
- จำนวนผู้เข้าชม
- CPU และ RAM
- ระบบ Backup
- CDN
- SSL
- Server Location
- ระบบความปลอดภัย
- การดูแล Server
ควรแยกให้ออกระหว่าง
- ค่าดูแลเว็บไซต์
- ค่า Hosting
- ค่า Domain
- ค่า License
- ค่า Email
- ค่า CDN
- ค่าแก้ไขเพิ่มเติม
10. ประวัติและสภาพของเว็บไซต์
เว็บไซต์ที่สร้างใหม่และมีโครงสร้างดีมักดูแลง่ายกว่าเว็บไซต์เก่าที่มี
- Plugin ล้าสมัย
- Theme ไม่มี License
- ใช้ PHP รุ่นเก่า
- มี Custom Code ที่ไม่มีเอกสาร
- Database ขนาดใหญ่
- มี Malware เดิม
- มี Error จำนวนมาก
- ไม่มี Backup
- ไม่มี Staging
- ไม่ทราบบัญชีผู้ดูแล
- ใช้ Plugin เถื่อน
ผู้ให้บริการอาจต้องคิดค่าตรวจและปรับพื้นฐานก่อนเริ่มแพ็กเกจรายเดือน
รูปแบบการคิดค่าดูแลเว็บไซต์ WordPress
ค่าดูแลเว็บไซต์มักคิดได้หลายรูปแบบ
1. ค่าดูแลรายเดือน
เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการดูแลต่อเนื่อง
โดยอาจรวม
- อัปเดตระบบตามรอบ
- สำรองข้อมูล
- ตรวจความปลอดภัย
- ตรวจเว็บไซต์ล่ม
- แก้ไขเนื้อหาตามชั่วโมง
- รายงานประจำเดือน
- ช่วยเหลือเบื้องต้น
ข้อดีคือควบคุมงบประมาณได้ และมีผู้รับผิดชอบดูแลเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ
2. ค่าดูแลรายปี
เป็นการชำระล่วงหน้าสำหรับระยะเวลา 12 เดือน บางรายอาจให้ราคาต่อเดือนต่ำกว่าการชำระแบบเดือนต่อเดือน
ควรตรวจเงื่อนไข เช่น
- ยกเลิกกลางปีได้หรือไม่
- คืนเงินหรือไม่
- ชั่วโมงแก้ไขนับอย่างไร
- License รวมตลอดปีหรือไม่
- หากเว็บไซต์ถูกโจมตีมีค่าใช้จ่ายเพิ่มหรือไม่
3. ค่าบริการรายครั้ง
เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่ไม่มีงานประจำ แต่ต้องการให้ตรวจหรือแก้ไขเป็นครั้งคราว เช่น
- อัปเดตระบบ
- แก้เว็บไซต์ล่ม
- แก้ Plugin Error
- ย้าย Hosting
- กู้คืน Backup
- แก้เว็บไซต์โดนแฮก
- ปรับความเร็ว
- เพิ่มระบบใหม่
ข้อเสียคือ หากไม่มีการดูแลต่อเนื่อง ปัญหาอาจสะสมจนค่าแก้ไขสูงขึ้น
4. คิดตามชั่วโมง
ผู้ให้บริการบางรายคิดตามเวลาทำงาน เช่น ชั่วโมงละ 500–2,000 บาท หรือมากกว่านั้นตามความเชี่ยวชาญ
เหมาะกับงานที่ประเมินขอบเขตล่วงหน้าได้ยาก เช่น
- Debug Custom Code
- แก้ Plugin Conflict
- ตรวจ Server
- ปรับ API
- แก้ฐานข้อมูล
- กู้ระบบหลังถูกโจมตี
ควรขอประมาณการจำนวนชั่วโมงและเพดานค่าใช้จ่ายก่อนเริ่มงาน
5. คิดตาม Ticket หรือจำนวนงาน
บางแพ็กเกจกำหนดจำนวนคำขอ เช่น
- 5 งานต่อเดือน
- 10 งานต่อเดือน
- ไม่จำกัด Ticket แต่งานละไม่เกิน 30 นาที
- จำกัดจำนวนหน้าที่แก้ไข
ควรตรวจคำจำกัดความของ “หนึ่งงาน” เพราะการแก้ข้อความหนึ่งบรรทัดกับการสร้างหน้าใหม่ใช้เวลาไม่เท่ากัน
ค่าดูแลเว็บไซต์ WordPress ราคาเท่าไร?
ราคาจริงขึ้นอยู่กับขอบเขตและผู้ให้บริการ ตัวเลขต่อไปนี้เป็นเพียงช่วงประมาณการสำหรับใช้ทำความเข้าใจ ไม่ใช่ราคากลางตายตัว
| ระดับบริการ | ราคาโดยประมาณ | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| ดูแลพื้นฐาน | 1,000–3,000 บาท/เดือน | เว็บไซต์บริษัทขนาดเล็ก |
| ดูแลทั่วไป | 3,000–8,000 บาท/เดือน | เว็บไซต์ธุรกิจที่อัปเดตสม่ำเสมอ |
| ดูแลร้านค้าออนไลน์ | 5,000–15,000 บาท/เดือน | WooCommerce และเว็บไซต์ขายสินค้า |
| ดูแลระบบซับซ้อน | 10,000–30,000 บาท/เดือน | ระบบสมาชิก จอง หรือเชื่อม API |
| ดูแลระดับองค์กร | 20,000 บาทขึ้นไป/เดือน | เว็บไซต์ Traffic สูงและมี SLA |
| แก้ไขรายครั้ง | 1,000–10,000 บาทขึ้นไป | ขึ้นอยู่กับปัญหา |
| กู้เว็บไซต์โดนแฮก | 3,000–30,000 บาทขึ้นไป | ขึ้นอยู่กับความเสียหาย |
ราคาที่ต่ำมากอาจครอบคลุมเพียงการอัปเดต Plugin และ Backup ส่วนราคาที่สูงขึ้นมักรวมเวลาตอบกลับ การทดสอบ การแก้เนื้อหา รายงาน และการดูแลความปลอดภัย
ตัวอย่างแพ็กเกจดูแลเว็บไซต์ WordPress
แพ็กเกจพื้นฐาน
เหมาะกับเว็บไซต์บริษัทขนาดเล็กที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง
อาจรวม
- อัปเดต WordPress เดือนละ 1 ครั้ง
- อัปเดต Theme และ Plugin
- Backup รายสัปดาห์
- ตรวจเว็บไซต์ล่ม
- ตรวจ SSL
- แก้ข้อความเล็กน้อย
- รายงานรายเดือน
ข้อจำกัดที่อาจพบ
- ไม่รวมเพิ่มหน้าใหม่
- ไม่รวมแก้ Custom Code
- ไม่รวมกู้เว็บโดนแฮก
- ไม่รวม License
- ไม่รวมแก้ปัญหานอกเวลาทำการ
แพ็กเกจธุรกิจ
เหมาะกับเว็บไซต์ที่ใช้รับ Lead และมีการอัปเดตเนื้อหา
อาจรวม
- ตรวจระบบรายสัปดาห์
- Backup รายวัน
- Security Scan
- ตรวจฟอร์มติดต่อ
- ตรวจหน้า 404
- แก้เนื้อหา 2–5 ชั่วโมงต่อเดือน
- เพิ่มบทความ
- ตรวจความเร็ว
- รายงาน
- Support ภายในเวลาที่กำหนด
แพ็กเกจร้านค้าออนไลน์
เหมาะกับ WooCommerce
อาจรวม
- Backup รายวันหรือหลายรอบต่อวัน
- ตรวจระบบชำระเงิน
- ตรวจ Checkout
- ตรวจ Email คำสั่งซื้อ
- ตรวจ Stock
- อัปเดตสินค้า
- ตรวจ Plugin WooCommerce
- ตรวจ Error Log
- ตรวจความปลอดภัย
- Staging ก่อนอัปเดตสำคัญ
- Support เร่งด่วน
แพ็กเกจองค์กร
เหมาะกับเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานและระบบสำคัญจำนวนมาก
อาจรวม
- Monitoring ตลอดเวลา
- SLA
- Staging Environment
- Deployment Process
- Daily Backup
- Off-site Backup
- Security Monitoring
- Performance Monitoring
- Database Optimization
- Technical Support
- รายงานเชิงลึก
- ประชุมประจำเดือน
- แผนรับมือเหตุฉุกเฉิน
ค่าดูแลรายเดือนควรรวมอะไรบ้าง?
ก่อนเลือกแพ็กเกจ ควรตรวจหัวข้อต่อไปนี้
| รายการ | คำถามที่ควรถาม |
|---|---|
| Update | อัปเดตอะไรและบ่อยแค่ไหน |
| Backup | สำรองบ่อยแค่ไหนและเก็บที่ใด |
| Restore | รวมค่ากู้คืนหรือไม่ |
| Security | ตรวจ Malware และ Login หรือไม่ |
| Monitoring | มีระบบแจ้งเตือนเว็บไซต์ล่มหรือไม่ |
| Content | แก้เนื้อหาได้กี่ชั่วโมง |
| Support | ตอบกลับภายในกี่ชั่วโมง |
| Emergency | มีบริการนอกเวลาหรือไม่ |
| License | รวมค่า Theme และ Plugin หรือไม่ |
| Hosting | รวม Hosting หรือคิดแยก |
| Report | มีรายงานอะไรบ้าง |
| SEO | รวมตรวจ SEO หรือไม่ |
| Speed | รวมปรับความเร็วหรือแค่ตรวจ |
| Hack Recovery | รวมกู้เว็บไซต์โดนแฮกหรือไม่ |
| Cancellation | ยกเลิกบริการอย่างไร |
| Ownership | ลูกค้าเป็นเจ้าของบัญชีและข้อมูลหรือไม่ |
งานที่มักไม่รวมในค่าดูแลเว็บไซต์
งานต่อไปนี้มักคิดเพิ่ม เพราะเป็นงานพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงระบบ ไม่ใช่งานบำรุงรักษาปกติ
- ออกแบบหน้าใหม่
- เปลี่ยน Theme
- Redesign เว็บไซต์
- เพิ่มระบบสมาชิก
- เพิ่มระบบจอง
- เพิ่มระบบชำระเงิน
- เชื่อม API
- ทำเว็บไซต์หลายภาษา
- ย้าย Domain
- ย้าย Hosting
- แก้ Custom Code ขนาดใหญ่
- สร้าง Landing Page
- เขียนบทความ
- ถ่ายภาพ
- ออกแบบ Banner
- ทำ SEO รายเดือน
- ยิงโฆษณา
- กู้เว็บไซต์ที่เสียหายหนัก
- แก้ปัญหาจาก Plugin เถื่อน
- แก้ปัญหาที่เกิดก่อนเริ่มสัญญา
ควรให้ผู้ให้บริการระบุงานที่รวมและไม่รวมอย่างชัดเจนในใบเสนอราคา
ค่าดูแลเว็บไซต์ต่างจากค่า Hosting อย่างไร?
ค่าดูแลเว็บไซต์และค่า Hosting เป็นคนละส่วน
Hosting
คือค่าพื้นที่และทรัพยากรสำหรับให้เว็บไซต์ออนไลน์ เช่น
- Server
- Storage
- Bandwidth
- Database
- SSL
- Backup บางระดับ
- Control Panel
ค่าดูแลเว็บไซต์
คือค่าบริการของผู้ดูแล เช่น
- อัปเดตระบบ
- ตรวจปัญหา
- แก้ไขเนื้อหา
- ตรวจความปลอดภัย
- ทดสอบฟอร์ม
- กู้คืนข้อมูล
- Support
บางแพ็กเกจรวม Hosting และค่าดูแลไว้ด้วยกัน แต่ควรดูว่า หากยกเลิกบริการ ลูกค้าสามารถย้ายเว็บไซต์ออกได้หรือไม่
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Hosting คืออะไร และ Domain กับ Hosting ต่างกันอย่างไร
ค่าดูแลเว็บไซต์ต่างจากค่าทำ SEO อย่างไร?
การดูแลเว็บไซต์เน้นให้ระบบทำงานปกติ ปลอดภัย และอัปเดตได้
การทำ SEO เน้นเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ปรากฏบน Search Engine และสร้าง Organic Traffic
งาน SEO อาจประกอบด้วย
- Keyword Research
- Content Strategy
- On-page SEO
- Technical SEO
- Internal Link
- Content Audit
- Backlink
- Local SEO
- รายงานอันดับและ Traffic
แพ็กเกจดูแลเว็บไซต์อาจตรวจ SEO พื้นฐาน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรวมการทำ SEO เต็มรูปแบบ
หากต้องการเพิ่มอันดับ ควรตรวจว่าบริการรวม
- วิเคราะห์ Keyword
- ปรับเนื้อหา
- เขียนบทความ
- แก้ Technical SEO
- สร้าง Backlink
- รายงาน Search Console
หรือไม่
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริการรับทำ SEO
ดูแลเว็บไซต์เองได้หรือไม่?
เจ้าของเว็บไซต์สามารถดูแลเองได้ หากมีความรู้และเวลาเพียงพอ
งานพื้นฐานที่สามารถทำเองได้ เช่น
- ตรวจเว็บไซต์
- สำรองข้อมูล
- อัปเดตเนื้อหา
- เปลี่ยนรูปภาพ
- อัปเดต Plugin
- ตรวจฟอร์ม
- ตรวจพื้นที่ Hosting
อย่างไรก็ตาม ควรระวังการกดอัปเดตทันทีโดยไม่ Backup หรือไม่ทดสอบ เพราะอาจทำให้เว็บไซต์พังได้
ก่อนอัปเดตควร
- สำรองไฟล์และฐานข้อมูล
- ตรวจสอบความเข้ากันได้
- อ่านรายละเอียดการอัปเดต
- ทดสอบบน Staging หากเป็นเว็บไซต์สำคัญ
- อัปเดตทีละส่วน
- ตรวจหน้าและฟังก์ชันสำคัญ
- เตรียมวิธีย้อนกลับ
ควรจ้างดูแลเว็บไซต์เมื่อใด?
ธุรกิจควรพิจารณาจ้างเมื่อ
- ไม่มีผู้รับผิดชอบเว็บไซต์
- เว็บไซต์สร้าง Lead หรือยอดขาย
- มีข้อมูลลูกค้า
- มีระบบชำระเงิน
- มีคำสั่งซื้อทุกวัน
- เคยถูกแฮก
- Plugin จำนวนมาก
- มี Custom Code
- ต้องแก้เนื้อหาบ่อย
- ต้องการ Support ที่แน่นอน
- เจ้าของธุรกิจไม่มีเวลา
- เว็บไซต์ล่มแล้วกระทบรายได้
- ต้องมีรายงานและผู้รับผิดชอบชัดเจน
เว็บไซต์ที่เป็นช่องทางรายได้หลักควรมีผู้ดูแลมากกว่าเว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ทั่วไป
วิธีเลือกผู้ให้บริการดูแลเว็บไซต์ WordPress
1. ตรวจประสบการณ์ WordPress
ผู้ให้บริการควรเข้าใจ
- WordPress Core
- Theme
- Plugin
- WooCommerce
- Hosting
- Database
- Backup
- Security
- PHP
- DNS
- SSL
2. ขอรายละเอียดขอบเขตงาน
ควรมีเอกสารระบุ
- งานที่รวม
- งานที่ไม่รวม
- จำนวนชั่วโมง
- ความถี่
- ระยะเวลาตอบกลับ
- ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
- เงื่อนไขยกเลิก
3. ตรวจนโยบาย Backup
ถามว่า
- Backup เก็บที่ใด
- ใครเข้าถึงได้
- เก็บย้อนหลังนานเท่าไร
- เคยทดสอบ Restore หรือไม่
- หาก Hosting เสีย ยังมี Backup อีกแห่งหรือไม่
4. ตรวจความเป็นเจ้าของ
บัญชีต่อไปนี้ควรเป็นของลูกค้าหรือสามารถส่งมอบได้
- Domain
- Hosting
- WordPress Admin
- Google Analytics
- Google Search Console
- CDN
- License ที่ลูกค้าซื้อ
- Backup
ไม่ควรให้เว็บไซต์ผูกกับบัญชีส่วนตัวของผู้รับจ้างจนย้ายออกไม่ได้
5. ตรวจวิธีรับแจ้งงาน
ควรมีระบบชัดเจน เช่น
- LINE
- Ticket
- Project Management
- แบบฟอร์มแจ้งงาน
การแจ้งงานกระจัดกระจายหลายช่องทางอาจทำให้งานตกหล่น
6. ตรวจเวลาตอบกลับ
คำว่า “ดูแลตลอด” ควรมีรายละเอียดว่า
- ให้บริการกี่โมง
- วันหยุดหรือไม่
- กรณีฉุกเฉินติดต่ออย่างไร
- เว็บไซต์ล่มตรวจภายในกี่ชั่วโมง
- งานปกติใช้เวลากี่วัน
ควรเลือกแพ็กเกจแบบไหน?
| ลักษณะเว็บไซต์ | แพ็กเกจที่เหมาะ |
|---|---|
| เว็บไซต์บริษัท 5–10 หน้า | พื้นฐาน |
| เว็บไซต์อัปเดตบทความทุกเดือน | ธุรกิจ |
| ร้านค้าออนไลน์ | WooCommerce |
| เว็บไซต์สมาชิกหรือจอง | ระบบซับซ้อน |
| เว็บไซต์รายได้หลัก | มี SLA |
| เว็บไซต์ไม่ได้อัปเดต | ตรวจรายไตรมาสหรือรายครั้ง |
| เว็บไซต์เก่ามาก | Audit และปรับระบบก่อน |
ตัวอย่างการคำนวณค่าดูแลเว็บไซต์
สมมติเว็บไซต์บริษัทมีเงื่อนไขดังนี้
- 20 หน้า
- ใช้ Plugin 15 รายการ
- Backup รายวัน
- ตรวจระบบรายสัปดาห์
- แก้เนื้อหา 3 ชั่วโมงต่อเดือน
- Security Scan
- Monitoring
- รายงานรายเดือน
- Support วันทำการ
ผู้ให้บริการอาจคำนวณจาก
| รายการ | เวลาหรือค่าใช้จ่าย |
|---|---|
| ตรวจและอัปเดตระบบ | 1–2 ชั่วโมง |
| ตรวจ Backup และ Security | 1 ชั่วโมง |
| แก้เนื้อหา | 3 ชั่วโมง |
| ทดสอบเว็บไซต์ | 1 ชั่วโมง |
| รายงานและ Support | 1–2 ชั่วโมง |
| ค่าเครื่องมือและ License | ตามระบบ |
หากรวมเวลาประมาณ 7–9 ชั่วโมงต่อเดือน พร้อมค่าเครื่องมือและความรับผิดชอบ ราคาย่อมสูงกว่าแพ็กเกจที่เพียงกดอัปเดต Plugin เดือนละครั้ง
สัญญาณว่าเว็บไซต์ควรได้รับการดูแลทันที
- WordPress ไม่ได้อัปเดตมานาน
- Plugin มีแจ้งเตือนจำนวนมาก
- เว็บไซต์โหลดช้าลง
- หน้าเว็บแสดงผลผิด
- ฟอร์มไม่ส่ง Email
- SSL หมดอายุ
- มี User แปลก ๆ
- เว็บไซต์ Redirect ไปเว็บอื่น
- มีข้อความ Spam
- มีหน้าแปลกปรากฏบน Google
- Hosting เต็ม
- Backup ใช้งานไม่ได้
- เว็บไซต์ล่มบ่อย
- คะแนนความปลอดภัยลดลง
- ร้านค้าออนไลน์มีปัญหาชำระเงิน
- ไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของบัญชี
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเลือกบริการดูแลเว็บไซต์
เลือกจากราคาถูกที่สุด
แพ็กเกจราคาต่ำอาจเหมาะกับเว็บไซต์บางประเภท แต่ควรตรวจว่ารวม Backup, Restore, Security และ Support หรือไม่
ไม่แยกงานดูแลกับงานพัฒนา
การสร้างหน้าใหม่หรือเพิ่มระบบไม่ใช่งานดูแลปกติ ควรแยกงบประมาณให้ชัดเจน
ไม่มีขอบเขตงานเป็นลายลักษณ์อักษร
หากไม่มีรายละเอียด อาจเกิดปัญหาว่า ลูกค้าคิดว่างานรวม แต่ผู้ให้บริการคิดว่าเป็นงานเพิ่ม
ไม่มี Backup ก่อนอัปเดต
การอัปเดตโดยไม่มี Backup เพิ่มความเสี่ยงต่อข้อมูลสูญหายและแก้กลับไม่ได้
ใช้ Plugin หรือ Theme ไม่มี License
Plugin เถื่อนอาจไม่มีอัปเดตและมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ผู้ดูแลอาจไม่รับผิดชอบปัญหาที่เกิดจากระบบเหล่านี้
ไม่มีรายงาน
อย่างน้อยควรมีข้อมูลว่า
- อัปเดตอะไร
- Backup สำเร็จหรือไม่
- พบปัญหาอะไร
- แก้ไขอะไร
- ต้องดำเนินการต่ออะไร
คำถามที่พบบ่อย
ค่าดูแลเว็บไซต์ WordPress เดือนละเท่าไร?
เว็บไซต์ทั่วไปอาจเริ่มประมาณ 1,000–3,000 บาทต่อเดือน ส่วนเว็บไซต์ธุรกิจ ร้านค้าออนไลน์ หรือระบบซับซ้อนอาจอยู่ตั้งแต่ 5,000 บาทไปจนถึงหลายหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับขอบเขตงาน
ค่าดูแลรวม Hosting หรือไม่?
ไม่เสมอไป บางแพ็กเกจรวม Hosting แต่บางรายคิดแยก ควรตรวจใบเสนอราคาให้ชัดเจน
อัปเดต Plugin เองได้ไหม?
ได้ แต่ควรสำรองข้อมูลและตรวจความเข้ากันได้ก่อน โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มี WooCommerce, ระบบจอง หรือ Custom Code
หากไม่ดูแลเว็บไซต์จะเกิดอะไรขึ้น?
เว็บไซต์อาจยังทำงานได้ระยะหนึ่ง แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น เช่น ช่องโหว่ Plugin ระบบล้าสมัย หน้าเสีย และ Backup ใช้งานไม่ได้
ค่าดูแลรวมแก้เว็บไซต์โดนแฮกหรือไม่?
หลายแพ็กเกจไม่รวม หรือจำกัดเฉพาะการป้องกันและตรวจเบื้องต้น ควรถามให้ชัดว่ารวม Malware Removal และ Restore หรือไม่
ชั่วโมงแก้ไขที่ใช้ไม่หมดสะสมได้ไหม?
ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้ให้บริการ บางแพ็กเกจไม่สะสม บางแพ็กเกจสะสมได้จำกัด
ดูแลเว็บไซต์กับทำ SEO เหมือนกันหรือไม่?
ไม่เหมือนกัน การดูแลเว็บไซต์เน้นระบบ ความปลอดภัย และความพร้อมใช้งาน ส่วน SEO เน้นอันดับ Traffic และเนื้อหา
เว็บไซต์เล็กจำเป็นต้องมีแพ็กเกจรายเดือนหรือไม่?
ไม่จำเป็นทุกกรณี เว็บไซต์ขนาดเล็กอาจใช้บริการตรวจรายไตรมาสหรือรายครั้งได้ แต่ควรมี Backup และตรวจอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ
ใครควรเป็นเจ้าของ Domain และ Hosting?
ลูกค้าควรเป็นเจ้าของหรือมีสิทธิ์เข้าถึงบัญชีหลัก เพื่อป้องกันปัญหาเมื่อเปลี่ยนผู้ให้บริการ
ก่อนเริ่มดูแลต้องตรวจเว็บไซต์หรือไม่?
ควรตรวจ เพื่อดู Theme, Plugin, License, Backup, Hosting, Security และปัญหาเดิม เว็บไซต์ที่มีปัญหาสะสมอาจต้องปรับพื้นฐานก่อนเริ่มแพ็กเกจรายเดือน
สรุป
ค่าดูแลเว็บไซต์ WordPress คิดจากขนาดเว็บไซต์ ความซับซ้อน จำนวน Plugin ความถี่ในการตรวจ ระบบสำรองข้อมูล ความปลอดภัย ชั่วโมงแก้ไขเนื้อหา ระยะเวลาตอบกลับ และความสำคัญของเว็บไซต์ต่อธุรกิจ
แพ็กเกจราคาถูกอาจครอบคลุมเพียงการอัปเดตระบบ ส่วนแพ็กเกจที่สูงขึ้นมักรวม Backup, Security, Monitoring, Support, การแก้ไขเนื้อหา และการทดสอบระบบสำคัญ
ก่อนเลือกผู้ให้บริการ ควรตรวจให้ชัดว่า
- รวมงานอะไร
- ไม่รวมงานอะไร
- Backup บ่อยแค่ไหน
- รวมกู้คืนหรือไม่
- แก้ไขได้กี่ชั่วโมง
- ตอบกลับภายในกี่ชั่วโมง
- Hosting และ License รวมไหม
- เว็บไซต์และบัญชีเป็นของใคร
- หากยกเลิกบริการส่งมอบอย่างไร
การดูแลเว็บไซต์ที่ดีไม่ใช่เพียงทำให้ WordPress แสดงว่า “อัปเดตแล้ว” แต่ต้องช่วยให้เว็บไซต์พร้อมใช้งาน ปลอดภัย กู้คืนได้ และรองรับเป้าหมายทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
สำหรับธุรกิจที่ต้องการผู้ช่วยตรวจระบบ อัปเดต WordPress สำรองข้อมูล ดูแลความปลอดภัย และแก้ไขเว็บไซต์ สามารถดูรายละเอียดบริการดูแลเว็บไซต์ของ Moon Knight Creator หรือติดต่อผ่าน หน้าติดต่อเรา เพื่อประเมินขอบเขตงานตามเว็บไซต์จริง




