SEO Report ควรดูค่าอะไรบ้าง? วิธีอ่านรายงาน SEO สำหรับเจ้าของธุรกิจ

/
/
SEO Report ควรดูค่าอะไรบ้าง? วิธีอ่านรายงาน SEO สำหรับเจ้าของธุรกิจ
Moon Knight Creator

รายงาน SEO ที่มีตัวเลขจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะช่วยให้เจ้าของธุรกิจตัดสินใจได้ดีเสมอไป เพราะบางรายงานแสดงเพียงอันดับ Keyword จำนวน Backlink หรือคะแนนจากเครื่องมือ แต่ไม่ได้อธิบายว่าตัวเลขเหล่านั้นเชื่อมโยงกับผู้สนใจ ยอดขาย และเป้าหมายทางธุรกิจอย่างไร

SEO Report ที่ดีควรตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า

  • เว็บไซต์มีคนค้นพบมากขึ้นหรือไม่
  • จำนวนผู้เข้าชมจาก Google เพิ่มขึ้นหรือลดลง
  • ผู้ใช้ค้นหาด้วยคำอะไร
  • หน้าใดสร้าง Traffic และ Conversion
  • อันดับเพิ่มขึ้นในคำที่มีคุณค่าต่อธุรกิจหรือไม่
  • เว็บไซต์มีปัญหาทางเทคนิคหรือการจัดทำดัชนีหรือไม่
  • งานที่ทำในรอบรายงานส่งผลอย่างไร
  • เดือนถัดไปควรทำอะไรต่อ

บทความนี้จะอธิบายวิธีอ่าน SEO Report สำหรับเจ้าของธุรกิจ โดยแยกตัวเลขสำคัญจาก Google Search Console, Google Analytics, รายงาน Keyword, Backlink, Technical SEO และ Conversion เพื่อให้สามารถประเมินผลงานได้มากกว่าการดูเพียงว่า “อันดับขึ้นหรือยัง”

SEO Report คืออะไร?

SEO Report คือรายงานสรุปผลการทำ SEO ในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น รายสัปดาห์ รายเดือน หรือรายไตรมาส โดยนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาวิเคราะห์ร่วมกัน

แหล่งข้อมูลที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • Google Search Console
  • Google Analytics 4
  • เครื่องมือตรวจอันดับ Keyword
  • เครื่องมือ Crawl เว็บไซต์
  • เครื่องมือวิเคราะห์ Backlink
  • ระบบร้านค้าออนไลน์
  • CRM หรือข้อมูลจากฝ่ายขาย
  • Google Business Profile สำหรับ Local SEO

Google Search Console ใช้ตรวจสอบการมองเห็นเว็บไซต์บน Google Search เช่น Click, Impression, CTR, Average Position และสถานะการจัดทำดัชนี ส่วน Google Analytics ช่วยวิเคราะห์แหล่งที่มาของผู้ใช้ พฤติกรรมบนเว็บไซต์ และเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นหลังผู้ใช้เข้ามายังเว็บไซต์

SEO Report จึงไม่ควรเป็นเพียงการนำภาพหน้าจอจากเครื่องมือมารวมกัน แต่ควรมีการตีความ เปรียบเทียบกับเป้าหมาย และระบุขั้นตอนต่อไปที่ชัดเจน

SEO Report ต่างจาก SEO Audit อย่างไร?

เจ้าของธุรกิจมักสับสนระหว่าง SEO Report และ SEO Audit เพราะทั้งสองอย่างมีข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเว็บไซต์ แต่มีหน้าที่ต่างกัน

SEO ReportSEO Audit
ใช้ติดตามผลการทำ SEOใช้ตรวจค้นหาปัญหาเชิงลึก
มักจัดทำทุกเดือนทำก่อนเริ่มงานหรือเป็นรอบ
แสดงแนวโน้ม Click, Traffic และ Conversionตรวจ Technical SEO, Content และโครงสร้าง
สรุปงานที่ดำเนินการแล้วระบุสิ่งที่ต้องแก้
เปรียบเทียบกับเดือนหรือปีก่อนประเมินสภาพเว็บไซต์ ณ เวลาที่ตรวจ
ใช้ติดตาม KPIใช้สร้าง Action Plan

SEO Audit เปรียบเสมือนการตรวจสุขภาพเว็บไซต์ ส่วน SEO Report เปรียบเสมือนรายงานติดตามผลหลังเริ่มดำเนินการ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ SEO Audit คืออะไร?

SEO Report ควรดูค่าอะไรบ้าง?

รายงาน SEO ที่เหมาะกับเจ้าของธุรกิจควรครอบคลุมอย่างน้อย 7 ส่วน ได้แก่

  1. Executive Summary
  2. Organic Search Performance
  3. Keyword Performance
  4. Landing Page Performance
  5. Conversion และผลลัพธ์ทางธุรกิจ
  6. Technical SEO และ Indexing
  7. Backlink และ Authority

แต่ละส่วนควรแสดงทั้งตัวเลข การเปรียบเทียบ สาเหตุที่เป็นไปได้ และสิ่งที่จะดำเนินการต่อ

1. Executive Summary

Executive Summary คือส่วนสรุปสำหรับผู้บริหารหรือเจ้าของธุรกิจที่ไม่มีเวลาอ่านรายงานทุกหน้า

ส่วนนี้ควรตอบได้ภายในไม่กี่ย่อหน้าว่า

  • เดือนนี้ผลลัพธ์ดีขึ้นหรือลดลง
  • ตัวเลขใดเปลี่ยนแปลงมากที่สุด
  • หน้าใดหรือ Keyword ใดสร้างผลลัพธ์
  • มีปัญหาอะไรที่ต้องให้ความสำคัญ
  • เดือนถัดไปจะดำเนินการอะไร

ตัวอย่าง Executive Summary ที่ดี:

Organic Click เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน โดยมาจากบทความกลุ่ม Local SEO และหน้าเว็บไซต์ WordPress เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม จำนวน Lead จาก Organic Search เพิ่มขึ้นเพียง 5% เนื่องจากหน้า Landing Page หลักมี Conversion Rate ลดลง ทีมจึงจะปรับ CTA แบบฟอร์ม และ Internal Link จากบทความเข้าสู่หน้าบริการในเดือนถัดไป

ตัวอย่างนี้มีทั้งผลลัพธ์ สาเหตุ และ Action Plan ซึ่งมีประโยชน์มากกว่าข้อความว่า “อันดับโดยรวมดีขึ้น”

2. Organic Click

Organic Click คือจำนวนครั้งที่ผู้ใช้คลิกผลการค้นหาแบบ Organic จาก Google เข้ามายังเว็บไซต์

Google Search Console นับ Click ตามการคลิกที่นำผู้ใช้จากผลการค้นหาไปยังเว็บไซต์ โดยรายละเอียดอาจแตกต่างตามประเภทผลการค้นหาและองค์ประกอบที่แสดง

Organic Click เป็นตัวเลขสำคัญเพราะแสดงว่าเว็บไซต์ได้รับผู้เข้าชมจาก Google จริง ไม่ใช่เพียงปรากฏในผลการค้นหา

วิธีอ่าน Organic Click

ควรเปรียบเทียบอย่างน้อย 3 รูปแบบ

  • เทียบเดือนก่อน
  • เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • เทียบก่อนและหลังเริ่มทำ SEO

ตัวอย่าง:

ช่วงเวลาOrganic Click
เดือนก่อน2,500
เดือนปัจจุบัน3,000
การเปลี่ยนแปลง+20%

แต่ไม่ควรสรุปทันทีว่า SEO ดีขึ้น 20% เพราะต้องตรวจเพิ่มว่า

  • Traffic เพิ่มจาก Keyword ที่เกี่ยวข้องหรือไม่
  • เพิ่มจากหน้าบริการหรือบทความทั่วไป
  • เป็นผลจากฤดูกาลหรือไม่
  • มี Conversion เพิ่มตามหรือไม่
  • ชื่อแบรนด์ถูกค้นหามากขึ้นหรือไม่

Click เพิ่ม แต่ยอดขายไม่เพิ่ม หมายความว่าอย่างไร?

อาจเกิดจาก

  • Traffic มาจากคำค้นหาที่ไม่ตรงกับลูกค้า
  • บทความไม่มี CTA
  • ผู้ใช้งานไม่เข้าสู่หน้าบริการ
  • หน้า Landing Page โหลดช้า
  • แบบฟอร์มมีปัญหา
  • การ Tracking Conversion ไม่ทำงาน
  • สินค้า ราคา หรือข้อเสนอไม่ตรงกับความต้องการ
  • Lead เพิ่มแต่ฝ่ายขายยังติดต่อลูกค้าไม่สำเร็จ

ดังนั้น Click ต้องอ่านร่วมกับ Landing Page และ Conversion เสมอ

3. Impression

Impression คือจำนวนครั้งที่ผลลัพธ์ของเว็บไซต์มีโอกาสปรากฏต่อผู้ใช้บน Google Search ตามเงื่อนไขการนับของ Search Console

Impression ช่วยวัดการมองเห็นของเว็บไซต์ แม้ว่าผู้ใช้จะยังไม่ได้คลิก

Impression เพิ่มหมายความว่าอย่างไร?

อาจหมายถึง

  • เว็บไซต์เริ่มติดอันดับใน Keyword มากขึ้น
  • บทความใหม่เริ่มปรากฏบน Google
  • อันดับเดิมดีขึ้นจนมีโอกาสถูกเห็น
  • Search Demand ของตลาดเพิ่มขึ้น
  • Google แสดงเว็บไซต์ในคำค้นหาที่กว้างขึ้น

แต่ Impression เพิ่มไม่ได้หมายความว่าผลลัพธ์ดีเสมอไป

ตัวอย่าง:

ค่าเดือนก่อนเดือนปัจจุบัน
Impression100,000180,000
Click5,0005,100
CTR5%2.83%

ในกรณีนี้เว็บไซต์มองเห็นมากขึ้น แต่ Click เพิ่มเพียงเล็กน้อย จึงควรตรวจว่า Impression ใหม่มาจากคำค้นหาใด และหน้าใดมี CTR ลดลง

Impression ลดควรกังวลหรือไม่?

ต้องตรวจบริบทก่อน เพราะ Impression อาจลดจาก

  • ความต้องการค้นหาตามฤดูกาลลดลง
  • Keyword ที่ไม่เกี่ยวข้องหายไป
  • อันดับลดลง
  • หน้าหลุดจากดัชนี
  • Google แสดงผลลัพธ์รูปแบบใหม่
  • มีการเปลี่ยน URL หรือ Canonical
  • หน้าเว็บเกิดปัญหาทางเทคนิค

หาก Impression ลด แต่ Click, Conversion และยอดขายจากคำสำคัญเพิ่มขึ้น อาจไม่ได้เป็นสถานการณ์ที่แย่เสมอไป

4. CTR

CTR หรือ Click-through Rate คืออัตราการคลิกเมื่อเทียบกับจำนวน Impression

สูตรคำนวณคือ

CTR = Click ÷ Impression × 100

ตัวอย่าง:

เว็บไซต์มี 1,000 Impression และได้รับ 50 Click

CTR เท่ากับ 5%

Search Console แสดง Average CTR ร่วมกับ Click, Impression และ Average Position ใน Performance Report

CTR สูงหรือต่ำดูจากอะไร?

ไม่มี CTR มาตรฐานเดียวสำหรับทุก Keyword เพราะขึ้นอยู่กับ

  • อันดับ
  • ประเภทคำค้นหา
  • ชื่อแบรนด์หรือคำทั่วไป
  • Title
  • Meta Description
  • Rich Result
  • คู่แข่ง
  • โฆษณาที่แสดงเหนือ Organic Result
  • Local Pack
  • Featured Snippet
  • ประเภทอุปกรณ์

Keyword ชื่อแบรนด์อาจมี CTR สูงมาก ขณะที่ Keyword ทั่วไปที่มีการแข่งขันสูงอาจมี CTR ต่ำกว่า แม้อันดับใกล้เคียงกัน

วิธีหาโอกาสจาก CTR

ค้นหา Keyword หรือหน้าที่มีลักษณะดังนี้

  • Impression สูง
  • Average Position อยู่ในระดับแข่งขันได้
  • CTR ต่ำกว่าหน้าอื่นที่มีอันดับใกล้กัน

จากนั้นตรวจ

  • Title ตรงกับ Search Intent หรือไม่
  • มีจุดเด่นที่ทำให้น่าคลิกหรือไม่
  • Meta Description อธิบายคำตอบชัดหรือไม่
  • ปี ราคา หรือข้อมูลสำคัญล้าสมัยหรือไม่
  • หน้าได้รับ Rich Result หรือไม่
  • Google เลือก Title อื่นมาแสดงหรือไม่

ไม่ควรแก้ Title ทุกเดือนโดยไม่มีข้อมูลเพียงพอ เพราะอาจทำให้ยากต่อการวัดว่าการเปลี่ยนแปลงใดสร้างผลลัพธ์

5. Average Position

Average Position คืออันดับเฉลี่ยของผลลัพธ์ที่อยู่สูงที่สุดจากเว็บไซต์ในแต่ละ Impression ที่ Search Console บันทึก ไม่ใช่อันดับคงที่ที่ผู้ใช้ทุกคนจะเห็นเหมือนกัน

อันดับอาจแตกต่างตาม

  • ตำแหน่งของผู้ค้นหา
  • อุปกรณ์
  • ภาษา
  • ประวัติการค้นหา
  • วันและเวลา
  • รูปแบบผลการค้นหา
  • Keyword ที่ใกล้เคียงกัน
  • หน้า Landing Page ที่ Google เลือก

ทำไม Average Position ดีขึ้น แต่ Click ลด?

อาจเกิดจาก

  • Impression ของ Keyword กว้าง ๆ ลดลง
  • เหลือเฉพาะ Keyword ที่อันดับดี
  • Search Volume ลดลงตามฤดูกาล
  • Keyword ที่มี Demand สูงอันดับตก แต่คำเล็กอันดับดีขึ้น
  • SERP มีโฆษณา วิดีโอ หรือ Local Pack เพิ่มขึ้น
  • ช่วงวันที่นำมาเปรียบเทียบต่างกัน

จึงไม่ควรอ่าน Average Position แยกจาก Click และ Impression

ควรติดตามอันดับ Keyword อย่างไร?

ควรแบ่ง Keyword เป็นกลุ่ม เช่น

  • Brand Keyword
  • Product Keyword
  • Service Keyword
  • Informational Keyword
  • Local Keyword
  • Commercial Keyword
  • Transactional Keyword

เจ้าของธุรกิจควรให้ความสำคัญกับอันดับของ Keyword ที่สร้างโอกาสทางธุรกิจ มากกว่าจำนวน Keyword ที่ติดอันดับทั้งหมด

การติดอันดับ 1 ในคำที่แทบไม่มีคนค้นหา อาจมีคุณค่าน้อยกว่าการขึ้นจากอันดับ 12 มาอันดับ 5 ในคำบริการหลัก

6. จำนวน Keyword ที่ติดอันดับ

รายงานบางฉบับจะแสดงจำนวน Keyword ที่เว็บไซต์ติดอันดับ เช่น

  • อันดับ 1–3
  • อันดับ 4–10
  • อันดับ 11–20
  • อันดับ 21–50
  • อันดับ 51–100

ตัวเลขนี้ช่วยดูแนวโน้มการมองเห็น แต่ไม่ควรใช้เป็น KPI หลักเพียงค่าเดียว เพราะเครื่องมือแต่ละรายมีฐานข้อมูล Keyword และวิธีเก็บอันดับแตกต่างกัน

ควรตรวจว่า Keyword ที่เพิ่มขึ้นมีลักษณะอย่างไร

กลุ่ม Keywordความสำคัญ
ชื่อแบรนด์แสดง Brand Demand
คำบริการหลักเชื่อมกับ Lead
คำราคาCommercial Investigation
คำเปรียบเทียบผู้ใช้กำลังตัดสินใจ
คำถามทั่วไปสร้าง Awareness และ Traffic
คำไม่เกี่ยวข้องอาจไม่สร้างคุณค่าทางธุรกิจ

ตัวเลข “Keyword เพิ่ม 500 คำ” จึงยังไม่เพียงพอ ต้องดูด้วยว่าคำเหล่านั้นตรงกับธุรกิจหรือไม่

7. Organic Users และ Organic Sessions

Google Analytics ใช้ดูผู้ใช้และ Session ที่เข้ามาจาก Organic Search รวมถึงพฤติกรรมหลังเข้าสู่เว็บไซต์

Traffic Acquisition Report ช่วยให้ทราบว่า Session มาจากช่องทางใด เช่น Organic Search, Direct, Referral หรือ Paid Search

Users กับ Sessions ต่างกันอย่างไร?

  • Users คือจำนวนผู้ใช้ที่ระบบระบุได้
  • Sessions คือจำนวนช่วงการใช้งาน
  • ผู้ใช้หนึ่งคนสามารถสร้างหลาย Session ได้

ตัวอย่าง:

ผู้ใช้หนึ่งคนเข้าชมเว็บไซต์ 3 ครั้งในเดือนเดียว อาจถูกนับเป็น 1 User และ 3 Sessions ตามเงื่อนไขการเก็บข้อมูล

ทำไม Organic Click ใน Search Console ไม่เท่ากับ Organic Sessions ใน GA4?

ตัวเลขไม่จำเป็นต้องตรงกัน เพราะระบบใช้วิธีเก็บข้อมูลต่างกัน เช่น

  • Search Console นับการคลิกจาก Google Search
  • GA4 นับ Session หลัง Tracking ทำงาน
  • ผู้ใช้ปฏิเสธ Cookie
  • Script Analytics ถูกบล็อก
  • หน้าโหลดไม่เสร็จ
  • การกำหนด Channel ต่างกัน
  • Time Zone ต่างกัน
  • การ Redirect หรือ Cross-domain Tracking
  • Data Processing และ Attribution ต่างกัน

จึงควรใช้ Search Console วิเคราะห์การมองเห็นบน Google และใช้ GA4 วิเคราะห์พฤติกรรมหลังเข้าสู่เว็บไซต์ ไม่ควรพยายามทำให้ตัวเลขเท่ากันทุกค่า

8. Engagement

รายงาน Engagement ใน GA4 ช่วยดูว่าผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์กับหน้าและฟังก์ชันของเว็บไซต์อย่างไร โดยสามารถเปรียบเทียบข้อมูลตามช่วงเวลาและตรวจดูหน้าและองค์ประกอบที่ผู้ใช้มีส่วนร่วม

ค่าที่มักพบ ได้แก่

  • Engaged Sessions
  • Engagement Rate
  • Average Engagement Time
  • Events per Session
  • Views
  • Scroll
  • File Download
  • Video Engagement

Engagement Rate สูงหมายความว่า SEO ดีหรือไม่?

ไม่เสมอไป ต้องดูประเภทหน้า

ตัวอย่าง:

  • บทความความรู้ควรมีเวลาอ่านและการเลื่อนหน้า
  • หน้าติดต่ออาจใช้เวลาสั้น แต่มีการคลิกโทรหรือส่งแบบฟอร์ม
  • หน้าคำตอบสั้นอาจตอบผู้ใช้ได้ทันที
  • หน้าสินค้าอาจมี Engagement สูงแต่ไม่มีการซื้อ

จึงควรกำหนดพฤติกรรมที่เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ของแต่ละหน้า

9. Landing Page

Landing Page Report แสดงว่าผู้ใช้เริ่มต้น Session ที่หน้าใด

หน้า Landing Page ที่ควรติดตาม ได้แก่

  • หน้าแรก
  • หน้าบริการ
  • หน้าสินค้า
  • หน้าราคา
  • บทความ
  • หน้า Location
  • หน้า Category
  • Campaign Landing Page

ตาราง Landing Page ที่ดีควรมีอะไร?

Landing PageOrganic SessionsClickKey EventConversion Rateสถานะ
หน้าบริการ SEO500480255%ดีขึ้น
บทความ SEO คืออะไร2,0001,90080.4%เพิ่ม CTA
หน้าราคา SEO350330288%หน้าสำคัญ
หน้าติดต่อ2003517.5%ตรวจแหล่งที่มา

Landing Page ช่วยให้เห็นว่าหน้าใดมี Traffic สูงแต่ยังไม่สร้าง Conversion ซึ่งอาจเป็นโอกาสในการเพิ่ม Internal Link, CTA หรือปรับข้อเสนอ

10. Conversion และ Key Event

Conversion คือผลลัพธ์ที่มีคุณค่าต่อธุรกิจ เช่น

  • ส่งแบบฟอร์ม
  • กดโทร
  • กด LINE
  • นัดหมาย
  • สมัครสมาชิก
  • ดาวน์โหลดเอกสาร
  • ขอใบเสนอราคา
  • ซื้อสินค้า
  • ชำระเงินสำเร็จ

ใน GA4 การวัดผลอาศัย Event และสามารถกำหนดเหตุการณ์สำคัญที่ต้องการติดตามได้ โดย GA4 ใช้โครงสร้างข้อมูลแบบ Event-based สำหรับเว็บไซต์และแอป

SEO Report ควรแสดง Conversion แบบใด?

ไม่ควรแสดงเพียง Conversion รวมของทุกช่องทาง แต่ควรแยกอย่างน้อยเป็น

  • Conversion จาก Organic Search
  • Conversion ตาม Landing Page
  • Conversion ตามอุปกรณ์
  • Conversion ตามประเภท
  • Conversion Rate
  • Qualified Lead
  • ยอดขายหรือมูลค่าที่เกิดขึ้น

Conversion Rate คำนวณอย่างไร?

ตัวอย่างสูตรพื้นฐาน:

Conversion Rate = จำนวน Conversion ÷ จำนวน Session × 100

ตัวอย่าง:

Organic Sessions 1,000 ครั้ง
มี Lead 40 ราย

Conversion Rate เท่ากับ 4%

Lead กับ Qualified Lead ต่างกันอย่างไร?

Lead คือผู้ที่ส่งข้อมูลหรือติดต่อเข้ามา แต่ Qualified Lead คือผู้ที่ผ่านเกณฑ์เบื้องต้น เช่น

  • ต้องการบริการจริง
  • อยู่ในพื้นที่ให้บริการ
  • มีงบประมาณเหมาะสม
  • มีอำนาจตัดสินใจ
  • มีแผนเริ่มงานชัดเจน

รายงาน SEO สำหรับธุรกิจบริการควรแสดงทั้ง Lead และ Qualified Lead เพราะการมี Lead จำนวนมากแต่ไม่มีคุณภาพอาจไม่ได้ช่วยธุรกิจ

11. Revenue และมูลค่าทางธุรกิจ

สำหรับเว็บไซต์ E-commerce ควรติดตาม

  • Purchase
  • Revenue
  • Average Order Value
  • E-commerce Conversion Rate
  • จำนวนสินค้า
  • รายได้จาก Organic Search
  • ลูกค้าใหม่และลูกค้าเดิม

สำหรับธุรกิจบริการที่ไม่ได้ขายผ่านเว็บไซต์ อาจใช้

  • มูลค่า Pipeline
  • จำนวนใบเสนอราคา
  • จำนวนการนัดหมาย
  • จำนวนลูกค้าที่ปิดการขาย
  • รายได้จาก Lead ที่มีแหล่งที่มาเป็น Organic Search

เป้าหมายของ SEO ไม่ควรหยุดที่ Traffic หากธุรกิจสามารถเชื่อมข้อมูลจากเว็บไซต์กับ CRM หรือฝ่ายขายได้ จะประเมินคุณค่าของ SEO ได้แม่นยำขึ้น

12. Branded และ Non-branded Keyword

ควรแยกคำค้นหาออกเป็น 2 กลุ่ม

Branded Keyword

คำที่มีชื่อธุรกิจ แบรนด์ หรือผลิตภัณฑ์เฉพาะ เช่น

  • Moon Knight Creator
  • Moon Knight SEO
  • ชื่อบริษัท + เบอร์โทร
  • ชื่อแบรนด์ + รีวิว

Branded Search สะท้อนการรับรู้และความต้องการค้นหาแบรนด์ แต่อาจเกิดจากช่องทางอื่น เช่น โฆษณา Social Media, Event, Offline Marketing หรือการบอกต่อ

Non-branded Keyword

คำที่ไม่มีชื่อแบรนด์ เช่น

  • รับทำ SEO
  • ราคาทำเว็บไซต์
  • Local SEO คืออะไร
  • วิธีเลือกบริษัทรับทำเว็บไซต์

Non-branded Keyword ช่วยวัดว่าเว็บไซต์สามารถเข้าถึงคนที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ได้หรือไม่

รายงานที่แสดง Organic Traffic เพิ่มขึ้นควรระบุด้วยว่าเพิ่มจาก Branded หรือ Non-branded Search เพราะความหมายทางธุรกิจต่างกัน

13. Indexing

Page Indexing Report ใน Search Console แสดงสถานะการจัดทำดัชนีของ URL ที่ Google รู้จักในเว็บไซต์

ค่าที่ควรตรวจ ได้แก่

  • จำนวนหน้า Indexed
  • จำนวนหน้า Not Indexed
  • หน้า Crawled – Currently Not Indexed
  • หน้า Discovered – Currently Not Indexed
  • หน้า Blocked by Robots.txt
  • หน้า Excluded by Noindex
  • หน้า Duplicate
  • หน้า 404
  • Server Error
  • Redirect Error

Indexed Page เพิ่มขึ้นถือว่าดีหรือไม่?

ไม่เสมอไป เพราะอาจเป็นการเพิ่มของ

  • หน้า Tag
  • หน้าค้นหาภายใน
  • URL Parameter
  • หน้าซ้ำ
  • หน้าทดสอบ
  • Attachment Page
  • หน้าเนื้อหาบาง

ควรตรวจว่าหน้าที่ Indexed เป็นหน้าที่ต้องการให้แสดงบน Googleจริงหรือไม่

Not Indexed ทั้งหมดเป็นปัญหาหรือไม่?

ไม่ เพราะบางหน้าควรไม่ถูกจัดทำดัชนี เช่น

  • หน้า Login
  • หน้าตะกร้า
  • หน้า Thank You
  • หน้า Filter บางแบบ
  • หน้า Duplicate
  • หน้าทดสอบ

รายงานควรแยก “ไม่ได้ Index ตามแผน” ออกจาก “หน้า SEO สำคัญที่ Index ไม่ได้”

14. Core Web Vitals

Core Web Vitals Report ใน Search Console ใช้ข้อมูลจากประสบการณ์ของผู้ใช้จริง และจัดกลุ่ม URL ตามสถานะ เช่น Good, Need Improvement และ Poor

ค่าหลักประกอบด้วย

  • LCP: ความเร็วในการแสดงเนื้อหาหลัก
  • INP: การตอบสนองต่อการโต้ตอบ
  • CLS: ความเสถียรของหน้า

SEO Report ควรแสดง

  • จำนวน URL ที่มีสถานะ Poor
  • จำนวน URL ที่ Need Improvement
  • ปัญหาหลัก
  • Template หรือกลุ่มหน้าที่ได้รับผลกระทบ
  • งานที่แก้ไขแล้ว
  • สถานะหลังตรวจสอบ

ไม่ควรดูเพียงคะแนน PageSpeed หน้าแรก เพราะเว็บไซต์อาจมี Template บทความ สินค้า หรือบริการที่มีปัญหาแตกต่างกัน

15. Backlink และ Referring Domain

Backlink คือการที่เว็บไซต์อื่นเชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ ส่วน Referring Domain คือจำนวนโดเมนที่มีลิงก์มายังเว็บไซต์

Search Console มี Links Report สำหรับดูเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงเข้ามา หน้าที่ได้รับลิงก์มาก และข้อความลิงก์บางส่วน แต่ข้อมูลไม่ได้ออกแบบให้เป็นรายการ Backlink ครบทุกลิงก์

รายงาน Backlink ควรมี

  • New Backlink
  • Lost Backlink
  • New Referring Domain
  • Lost Referring Domain
  • หน้าที่ได้รับ Backlink
  • Anchor Text
  • ความเกี่ยวข้องของเว็บไซต์ต้นทาง
  • ลิงก์ที่มีความเสี่ยง
  • Backlink จากงานที่ดำเนินการในเดือนนั้น

Backlink เพิ่มมากถือว่าดีหรือไม่?

ต้องตรวจคุณภาพร่วมด้วย

Backlink ที่มีคุณค่าควร

  • มาจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
  • อยู่ในเนื้อหาที่มีบริบท
  • เชื่อมไปยังหน้าที่เป็นประโยชน์
  • มีโอกาสส่งผู้ใช้งานจริง
  • ไม่มาจากเว็บไซต์สแปม
  • ไม่ใช้ Anchor Text ซ้ำผิดธรรมชาติ

การได้ Backlink 100 ลิงก์จากเว็บไซต์คุณภาพต่ำ อาจมีคุณค่าน้อยกว่าลิงก์ไม่กี่รายการจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องและมีผู้อ่านจริง

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ เทคนิคสร้าง Backlink คุณภาพสูง และ บริการรับสร้าง Backlink

16. Domain Authority และ Domain Rating

รายงาน SEO อาจแสดง Domain Authority หรือ DA และ Domain Rating หรือ DR เพื่อใช้เปรียบเทียบความแข็งแรงของโดเมน

อย่างไรก็ตาม ควรเข้าใจว่า

  • DA เป็นเมตริกของ Moz
  • DR เป็นเมตริกของ Ahrefs
  • ไม่ใช่คะแนนที่ Google ใช้โดยตรง
  • ไม่ควรใช้เป็น KPI ธุรกิจเพียงตัวเดียว
  • คะแนนอาจเปลี่ยนตามฐานข้อมูลของแต่ละเครื่องมือ
  • เว็บไซต์คะแนนสูงไม่ได้หมายความว่าทุกหน้าจะติดอันดับ

ควรใช้ DA และ DR ร่วมกับ Referring Domain, Organic Traffic, Keyword, ความเกี่ยวข้องของ Backlink และ Conversion

17. งานที่ดำเนินการในเดือนนั้น

SEO Report ควรระบุอย่างโปร่งใสว่าเดือนนั้นดำเนินการอะไรไปแล้ว เช่น

  • Research Keyword
  • ปรับ Title และ Meta Description
  • เขียนบทความ
  • ขยายหน้าบริการ
  • รวมหน้าซ้ำ
  • ตั้ง 301 Redirect
  • แก้ Broken Link
  • ปรับ Internal Link
  • แก้ Indexing
  • ปรับ Page Speed
  • เพิ่ม Structured Data
  • สร้าง Backlink
  • ปรับ Google Business Profile
  • วิเคราะห์คู่แข่ง

ไม่ควรเขียนเพียงว่า “ปรับ On-page SEO” โดยไม่มี URL หรือรายละเอียด

ตัวอย่างตาราง:

งานURLสถานะผลที่คาดหวัง
ขยายหน้าบริการ SEO/services/seo/เสร็จแล้วเพิ่ม Conversion
รวมบทความซ้ำ3 URLเสร็จแล้วลด Cannibalization
เพิ่ม Internal Link20 บทความเสร็จแล้วส่ง Authority ไปหน้าบริการ
แก้ Title8 หน้ากำลังติดตามเพิ่ม CTR
แก้ Core Web VitalsTemplate บทความกำลังดำเนินการลด LCP

18. Action Plan เดือนถัดไป

รายงานที่ดีต้องมีสิ่งที่จะทำต่อ ไม่ควรจบเพียงการสรุปตัวเลข

Action Plan ควรระบุ

  • งานที่จะทำ
  • เหตุผล
  • URL หรือกลุ่มหน้า
  • Priority
  • ผู้รับผิดชอบ
  • กำหนดเวลา
  • KPI ที่ต้องติดตาม

ตัวอย่าง:

Priorityงานเหตุผล
สูงปรับหน้าบริการ SEOTraffic สูงแต่ Conversion ต่ำ
สูงแก้หน้า 404 ที่มี Backlinkป้องกันการสูญเสียลิงก์
กลางปรับ Title 10 หน้าImpression สูงแต่ CTR ต่ำ
กลางเพิ่ม Internal Linkบทความยังไม่ส่ง Traffic ไปหน้าบริการ
ต่ำเพิ่ม Alt Textปรับปรุง Accessibility และข้อมูลรูปภาพ

วิธีอ่าน SEO Report ตามลำดับ

เจ้าของธุรกิจสามารถอ่านรายงานตามลำดับดังนี้

ขั้นที่ 1: ดูผลลัพธ์ทางธุรกิจก่อน

เริ่มจาก

  • Lead
  • Qualified Lead
  • ยอดขาย
  • Revenue
  • Conversion Rate
  • Cost per Lead หากมีต้นทุน SEO

หากตัวเลขธุรกิจดีขึ้น ค่อยดูว่ามาจากหน้าและ Keyword ใด

ขั้นที่ 2: ดู Organic Click และ Traffic

ตรวจว่า Organic Click, Users และ Sessions เปลี่ยนแปลงอย่างไร และเพิ่มจากคำค้นหาหรือหน้าใด

ขั้นที่ 3: ดู Landing Page

ค้นหาว่า

  • หน้าใด Traffic เพิ่ม
  • หน้าใด Conversion สูง
  • หน้าใด Traffic สูงแต่ไม่สร้าง Lead
  • หน้าใดลดลงผิดปกติ

ขั้นที่ 4: ดู Keyword

แยก

  • คำบริการ
  • คำราคา
  • คำข้อมูล
  • Branded
  • Non-branded
  • Local Keyword

ขั้นที่ 5: ดู CTR และอันดับ

ค้นหาโอกาสจากหน้า Impression สูง แต่ CTR ต่ำ หรือหน้าอันดับ 11–20 ที่มีโอกาสขึ้นหน้าแรก

ขั้นที่ 6: ดู Technical SEO

ตรวจว่าไม่มีปัญหา Indexing, Core Web Vitals, 404, Server Error หรือ Manual Action ที่กระทบหน้าสำคัญ

ขั้นที่ 7: ดูงานและ Action Plan

ตรวจว่างานที่ทำสัมพันธ์กับผลลัพธ์ และแผนเดือนถัดไปแก้ปัญหาที่พบจริงหรือไม่

วิธีเปรียบเทียบข้อมูลให้ถูกต้อง

เทียบเดือนต่อเดือน

เหมาะสำหรับติดตามงานประจำ แต่ควรระวังจำนวนวันและฤดูกาล

ตัวอย่างเช่น เดือนกุมภาพันธ์มีวันน้อยกว่าเดือนมกราคม จึงอาจมี Traffic รวมน้อยกว่าแม้ค่าเฉลี่ยรายวันใกล้เคียงกัน

เทียบปีต่อปี

ช่วยลดผลกระทบจากฤดูกาล โดยเปรียบเทียบเดือนเดียวกันของคนละปี

เหมาะกับธุรกิจ เช่น

  • โรงแรม
  • ท่องเที่ยว
  • การศึกษา
  • ของขวัญ
  • ภาษีและบัญชี
  • สินค้าเทศกาล

เทียบก่อนและหลังปรับ

ควรระบุวันที่เปลี่ยนแปลง เช่น

  • วันที่เผยแพร่บทความ
  • วันที่เปลี่ยน Title
  • วันที่รวมหน้า
  • วันที่ย้ายเว็บไซต์
  • วันที่แก้ Page Speed
  • วันที่เริ่มสร้าง Backlink

ไม่ควรสรุปผลจากช่วงเวลาสั้นเกินไป โดยเฉพาะงานที่ Google ต้อง Crawl และประมวลผลใหม่

ตัวอย่างการวิเคราะห์ตัวเลขร่วมกัน

กรณีที่ 1: Impression เพิ่ม แต่ Click ไม่เพิ่ม

อาจเกิดจาก

  • อันดับยังต่ำ
  • CTR ต่ำ
  • Keyword ใหม่ไม่ตรง Intent
  • Title ไม่น่าคลิก
  • SERP มีองค์ประกอบอื่นแย่งพื้นที่

สิ่งที่ควรทำ:

  • แยกข้อมูลตาม Query และ Page
  • ตรวจ Average Position
  • ปรับ Title และ Description ของหน้าที่มีโอกาส
  • ขยายเนื้อหาให้ตรง Search Intent

กรณีที่ 2: Click เพิ่ม แต่ Conversion ลด

อาจเกิดจาก

  • Traffic เพิ่มจากบทความทั่วไป
  • Landing Page ไม่ตรงกับคำค้นหา
  • CTA ไม่ชัด
  • ฟอร์มมีปัญหา
  • ผู้ใช้มือถือใช้งานไม่สะดวก
  • Tracking ผิด

สิ่งที่ควรทำ:

  • วิเคราะห์ Landing Page
  • แยก Conversion ตามหน้า
  • ตรวจฟอร์มและ Event
  • เพิ่ม Internal Link ไปหน้าบริการ
  • ปรับ CTA

กรณีที่ 3: อันดับเพิ่ม แต่ Traffic ลด

อาจเกิดจาก

  • Search Volume ลด
  • อันดับเพิ่มใน Keyword ที่มี Demand ต่ำ
  • Keyword หลักอันดับลด แต่ค่าเฉลี่ยดีขึ้นจากคำอื่น
  • ฤดูกาลเปลี่ยน
  • SERP เปลี่ยนรูปแบบ

สิ่งที่ควรทำ:

  • ตรวจราย Keyword
  • เทียบปีต่อปี
  • แยก Brand และ Non-brand
  • ตรวจ Search Demand

กรณีที่ 4: Traffic คงที่ แต่ Lead เพิ่ม

เป็นสัญญาณที่ดี อาจหมายถึง

  • Traffic มีคุณภาพขึ้น
  • หน้าบริการดีขึ้น
  • CTA ชัดขึ้น
  • Internal Link ทำงานดี
  • แบบฟอร์มง่ายขึ้น

กรณีนี้ไม่ควรสรุปว่า SEO ไม่เติบโตเพียงเพราะ Traffic ไม่เพิ่ม

KPI SEO ที่เหมาะกับธุรกิจแต่ละประเภท

ธุรกิจบริการ

ควรดู

  • Qualified Lead
  • Form Submission
  • Click to Call
  • Click LINE
  • Conversion Rate
  • Landing Page บริการ
  • Keyword Commercial
  • Cost per Lead

E-commerce

ควรดู

  • Organic Revenue
  • Purchase
  • Conversion Rate
  • Average Order Value
  • Product Landing Page
  • Non-brand Product Keyword
  • Add to Cart
  • Revenue per Session

เว็บไซต์เนื้อหา

ควรดู

  • Organic Click
  • Engaged Sessions
  • Returning Users
  • Page Views
  • Newsletter Signup
  • Affiliate Click
  • Ad Revenue
  • Backlink

ธุรกิจท้องถิ่น

ควรดู

  • Local Keyword
  • การโทร
  • การขอเส้นทาง
  • Website Click
  • Google Business Profile
  • Local Landing Page
  • Review
  • Lead ตามพื้นที่

สามารถอ่านพื้นฐานเพิ่มเติมได้ที่ Local SEO คืออะไร และ บริการรับทำ Local SEO

สัญญาณเตือนว่า SEO Report อาจไม่มีคุณภาพ

ควรระวังรายงานที่มีลักษณะดังนี้

  • แสดงอันดับแต่ไม่แสดง Traffic
  • แสดง Traffic แต่ไม่แสดง Conversion
  • แสดง Backlink จำนวนมากแต่ไม่มี URL ต้นทาง
  • ใช้ DA หรือ DR เป็น KPI หลัก
  • ไม่มีการเปรียบเทียบช่วงเวลา
  • ไม่มีคำอธิบายว่าตัวเลขเปลี่ยนเพราะอะไร
  • ไม่มีรายการงานที่ทำ
  • ไม่มี URL ที่ปรับ
  • ไม่มี Action Plan
  • ใช้ข้อมูลทุกช่องทางรวมกันแล้วเรียกว่า Organic
  • เลือกเฉพาะตัวเลขที่ดี
  • ไม่แจ้งปัญหา Tracking
  • รายงานเหมือนกันทุกเดือน
  • รับประกันอันดับโดยไม่มีเงื่อนไข

คำถามที่ควรถามผู้จัดทำ SEO Report

เจ้าของธุรกิจสามารถใช้คำถามต่อไปนี้ตรวจคุณภาพรายงาน

  1. Traffic ที่เพิ่มมาจาก Keyword กลุ่มใด
  2. เป็น Branded หรือ Non-branded Search
  3. หน้าใดสร้าง Lead มากที่สุด
  4. Lead จาก Organic Search มีคุณภาพหรือไม่
  5. เหตุใด Click เพิ่มแต่ยอดขายไม่เพิ่ม
  6. หน้าใดควรปรับก่อน
  7. มีปัญหา Indexing หรือไม่
  8. Backlink ใหม่มาจากเว็บไซต์ใด
  9. งานเดือนนี้เชื่อมกับ KPI อย่างไร
  10. เดือนหน้าจะทำอะไรและเพราะเหตุใด

SEO Report ควรส่งบ่อยแค่ไหน?

ความถี่ที่พบได้บ่อยคือรายเดือน เพราะมีเวลามากพอให้เห็นแนวโน้มและสรุปงาน

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจบางประเภทอาจต้องการความถี่ต่างกัน

ประเภทงานความถี่ที่เหมาะสม
เว็บไซต์ธุรกิจทั่วไปรายเดือน
E-commerce ขนาดใหญ่รายสัปดาห์และรายเดือน
เว็บไซต์ข่าวรายวันหรือรายสัปดาห์
หลังย้ายเว็บไซต์ติดตามถี่ในช่วงแรก
แก้ปัญหาอันดับตกรายสัปดาห์จนสถานการณ์นิ่ง
รายงานผู้บริหารรายเดือนหรือรายไตรมาส

ไม่จำเป็นต้องส่งรายงานฉบับเต็มทุกสัปดาห์ หากข้อมูลยังไม่เปลี่ยนแปลงเพียงพอ แต่ปัญหาร้ายแรง เช่น เว็บไซต์เข้าไม่ได้ หน้าเงินหลุด Index หรือ Security Issue ควรแจ้งทันที ไม่ควรรอรายงานสิ้นเดือน

คำถามที่พบบ่อย

SEO Report ควรดูอันดับหรือ Traffic ก่อน?

ควรเริ่มจาก Conversion และผลลัพธ์ทางธุรกิจ จากนั้นดู Organic Traffic, Landing Page และ Keyword เพื่อหาว่าผลลัพธ์เกิดจากส่วนใด อันดับเป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย

Click กับ Organic Sessions ทำไมไม่เท่ากัน?

เพราะ Search Console และ GA4 ใช้วิธีเก็บข้อมูลต่างกัน Search Console วัดการคลิกจากผลการค้นหา ส่วน GA4 วัด Session หลัง Tracking ทำงาน ตัวเลขจึงไม่จำเป็นต้องตรงกัน

Average Position เท่าไรจึงถือว่าดี?

ขึ้นอยู่กับ Keyword และ Search Intent โดยทั่วไปคำที่อยู่หน้าแรกมีโอกาสได้รับ Click มากกว่า แต่ควรพิจารณา CTR, Search Volume, Conversion และประเภทผลการค้นหาร่วมด้วย

Backlink เพิ่มทุกเดือนแปลว่า SEO ดีขึ้นหรือไม่?

ไม่เสมอไป ต้องตรวจคุณภาพ ความเกี่ยวข้อง Referring Domain, Anchor Text และ Traffic ของเว็บไซต์ต้นทางร่วมด้วย

Traffic เพิ่มแต่ไม่มี Lead ควรทำอย่างไร?

ตรวจ Landing Page, Search Intent, CTA, Internal Link, Form, Mobile UX และ Tracking ก่อน จากนั้นดูว่า Traffic มาจากคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าหรือไม่

SEO Report ต้องมีข้อมูลจาก Google Search Console หรือไม่?

ควรมี เพราะ Search Console เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ Click, Impression, CTR, Position และ Indexing ของเว็บไซต์บน Google Search

คะแนน SEO 100 หมายความว่าเว็บไซต์ดีแล้วหรือไม่?

ไม่ คะแนนจาก Plugin หรือเครื่องมือเป็นเพียงการตรวจตามเกณฑ์ของเครื่องมือนั้น เว็บไซต์ยังอาจมีปัญหา Search Intent, Content Quality, Backlink, UX และ Conversion ได้

ควรวัดผล SEO นานเท่าไรก่อนสรุป?

ขึ้นอยู่กับขนาดเว็บไซต์ การแข่งขัน และงานที่ทำ การเปลี่ยนแปลงบางอย่างอาจเห็นผลเร็ว ขณะที่เนื้อหาใหม่ การสร้าง Authority และ Keyword ที่แข่งขันสูงอาจต้องใช้เวลาหลายเดือน ควรดูแนวโน้มต่อเนื่องมากกว่าตัดสินจากช่วงสั้น

สรุป

SEO Report ที่ดีไม่ควรเป็นรายงานตัวเลขจำนวนมากที่ไม่มีคำอธิบาย แต่ควรช่วยให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจว่าเว็บไซต์ถูกค้นพบมากขึ้นหรือไม่ ผู้เข้าชมมาจากคำค้นหาใด หน้าใดสร้าง Lead และงานที่ดำเนินการช่วยผลักดันเป้าหมายธุรกิจอย่างไร

ค่าหลักที่ควรดู ได้แก่

  • Organic Click
  • Impression
  • CTR
  • Average Position
  • Organic Users และ Sessions
  • Landing Page
  • Conversion และ Conversion Rate
  • Qualified Lead
  • Revenue
  • Indexing
  • Core Web Vitals
  • Backlink และ Referring Domain

สิ่งสำคัญที่สุดคือการอ่านตัวเลขร่วมกัน ไม่ควรตัดสินจากอันดับ Traffic, DA หรือ DR เพียงค่าเดียว

รายงานควรมีทั้ง Executive Summary, การเปรียบเทียบช่วงเวลา, รายการงานที่ดำเนินการ, ปัญหาที่พบ และ Action Plan เดือนถัดไป เพื่อเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นการตัดสินใจที่นำไปใช้ได้จริง

สำหรับธุรกิจที่ต้องการวางระบบติดตามผล ตรวจโครงสร้างเว็บไซต์ วิเคราะห์ Keyword และพัฒนา Organic Traffic ให้เชื่อมกับ Lead สามารถดูรายละเอียดได้ที่ บริการรับทำ SEO หรือ ติดต่อ Moon Knight Creator เพื่อประเมินเว็บไซต์และเป้าหมายทางธุรกิจ

ติดต่อเรา

หมวดหมู่

ป้ายกำกับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

3-55.jpg
เปรียบเทียบ WordPress และ Shopify สำหรับ SME ไทย
การมีเว็บไซต์หรือร้านค้าออนไลน์ในวันนี้ไม่ได้เป็นแค่ “ตัวเลือก” แต่เป็น “เครื่อง...
blue-scooter-on-pink-background-3-d-illustration-TM63HSJb.jpg
ราคาทำเว็บไซต์คิดอย่างไร? คู่มือสำหรับเจ้าของธุรกิ...
เมื่อเจ้าของธุรกิจเริ่มมองหาการสร้างเว็บไซต์ หนึ่งในคำถามแรกที่มักเกิดขึ้นคือ &#...
Moon Knight Creator
เว็บไซต์ไม่ปลอดภัยแก้อย่างไร? สาเหตุและวิธีแก้ Not...
เมื่อเปิดเว็บไซต์แล้วพบข้อความว่า “ไม่ปลอดภัย”, “Not Secure” หรือ “การเชื่อมต่อข...
Moon Knight Creator
เว็บไซต์ช้าเกิดจากอะไร? 12 สาเหตุและวิธีแก้เว็บ Wo...
เว็บไซต์โหลดช้าเป็นปัญหาที่ส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นหน้า...
Moon Knight Creator
วิธีเลือกบริษัทรับทำเว็บไซต์ ต้องดูอะไรบ้างก่อนตัด...
เว็บไซต์เป็นหนึ่งในทรัพย์สินสำคัญของธุรกิจ เพราะใช้แนะนำบริษัท สร้างความน่าเชื่อ...
Moon Knight Creator
ทำเว็บไซต์ใช้เวลากี่วัน? ระยะเวลาตามประเภทเว็บไซต์...
การทำเว็บไซต์ใช้เวลานานแค่ไหน เป็นหนึ่งในคำถามที่เจ้าของธุรกิจมักถามก่อนตัดสินใจ...
Moon Knight Creator
รับทำเว็บไซต์ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง? Checklist ก...
การจ้างทำเว็บไซต์ไม่ได้เริ่มต้นจากการเลือกสีหรือเลือกรูปแบบหน้าเว็บเพียงอย่างเดี...
20-16.jpg
จ้างทำ SEO กับทำเองต่างกันอย่างไร? แบบไหนเหมาะกับธ...
เมื่อเจ้าของธุรกิจเริ่มสนใจทำ SEO คำถามสำคัญที่มักเกิดขึ้นคือ ควรเรียนรู้และทำ S...