SEO Audit คืออะไร? ขั้นตอนตรวจสุขภาพเว็บไซต์ก่อนทำ SEO

/
/
SEO Audit คืออะไร? ขั้นตอนตรวจสุขภาพเว็บไซต์ก่อนทำ SEO
Moon Knight Creator

SEO Audit คืออะไร? ตรวจสอบเว็บไซต์อย่างไรให้พร้อมติดอันดับ Google

เว็บไซต์ที่มีบทความจำนวนมากหรือเปิดใช้งานมาหลายปี อาจไม่ได้มีประสิทธิภาพด้าน SEO ดีขึ้นตามจำนวนเนื้อหาเสมอไป เพราะระหว่างการดูแลเว็บไซต์อาจเกิดปัญหาหลายรูปแบบ เช่น หน้าเว็บซ้ำกัน ลิงก์เสีย เว็บไซต์โหลดช้า หน้าไม่ถูกจัดทำดัชนี คำค้นหาหลายหน้าแข่งขันกันเอง หรือมีบทความที่ไม่ตอบ Search Intent ของผู้ใช้งาน

SEO Audit จึงเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยตรวจสอบว่าเว็บไซต์มีปัญหาตรงไหน อะไรควรแก้ก่อน และควรวางแผนพัฒนาอย่างไรให้เหมาะกับเป้าหมายของธุรกิจ

การตรวจ SEO ที่ดีไม่ควรดูเพียงคะแนนจากเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง แต่ควรวิเคราะห์ทั้งโครงสร้างทางเทคนิค เนื้อหา ประสิทธิภาพบน Google คุณภาพของ Backlink ประสบการณ์ผู้ใช้ และความสามารถในการสร้าง Conversion ร่วมกัน

SEO Audit คืออะไร?

SEO Audit คือกระบวนการตรวจสอบเว็บไซต์อย่างเป็นระบบ เพื่อค้นหาปัญหาที่อาจขัดขวางการรวบรวมข้อมูล การจัดทำดัชนี การจัดอันดับ และการใช้งานของผู้เข้าชม

จุดประสงค์ของ SEO Audit คือการตอบคำถามสำคัญ เช่น

  • Google สามารถเข้าถึงหน้าเว็บไซต์ได้หรือไม่
  • หน้าที่ต้องการให้ติดอันดับถูกจัดทำดัชนีครบหรือไม่
  • มีหน้าใดซ้ำกันหรือแข่งขันด้วย Keyword เดียวกันหรือไม่
  • เนื้อหาตรงกับ Search Intent หรือไม่
  • เว็บไซต์มีปัญหาด้านความเร็วและการใช้งานบนมือถือหรือไม่
  • Internal Link ช่วยส่งผู้ใช้งานไปยังหน้าสำคัญหรือไม่
  • Backlink มีคุณภาพหรือมีความเสี่ยงหรือไม่
  • Traffic จาก Google เปลี่ยนเป็น Lead หรือยอดขายได้หรือไม่

Google Search Console มีรายงานสำหรับตรวจสอบประสิทธิภาพบนผลการค้นหา การจัดทำดัชนี Core Web Vitals ปัญหาความปลอดภัย และ Manual Actions จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักสำหรับการทำ SEO Audit

SEO Audit สำคัญอย่างไร?

ช่วยค้นหาปัญหาที่มองไม่เห็นจากหน้าเว็บไซต์

บางเว็บไซต์ดูปกติเมื่อเปิดผ่านเบราว์เซอร์ แต่ Google อาจเข้าไม่ถึงเนื้อหาบางส่วน หน้าอาจติดคำสั่ง Noindex หรือมี Canonical ชี้ไปยัง URL อื่น

หากไม่ตรวจสอบด้าน Technical SEO เจ้าของเว็บไซต์อาจเผยแพร่บทความต่อเนื่องโดยไม่รู้ว่าหน้าเหล่านั้นไม่ได้เข้าสู่ดัชนีของ Google

ช่วยจัดลำดับความสำคัญของงาน SEO

เว็บไซต์อาจมีปัญหาหลายสิบหรือหลายร้อยรายการ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องแก้ทั้งหมดพร้อมกัน

SEO Audit ช่วยแยกปัญหาตามระดับผลกระทบ เช่น

  • ปัญหาร้ายแรง: เว็บไซต์เข้าไม่ได้ หน้าเงินหลักติด Noindex หรือมี Manual Action
  • ปัญหาสำคัญ: หน้าเนื้อหาซ้ำ เว็บไซต์ช้า หรือโครงสร้าง Internal Link ไม่ดี
  • ปัญหาที่ควรปรับปรุง: Title ไม่ดึงดูด รูปภาพไม่มี Alt Text หรือบทความยังไม่ครอบคลุม
  • ข้อเสนอแนะระยะยาว: เพิ่ม Topic Cluster สร้าง Backlink และพัฒนา Conversion

ลดปัญหา Keyword Cannibalization

Keyword Cannibalization เกิดขึ้นเมื่อหลายหน้าในเว็บไซต์แข่งขันกันด้วยคำค้นหาและ Search Intent ใกล้เคียงกัน

ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์มีบทความแยกกันดังนี้

  • SEO คืออะไร
  • ความหมายของ SEO
  • SEO สำคัญอย่างไร
  • พื้นฐานการทำ SEO
  • คู่มือ SEO สำหรับมือใหม่

หากเนื้อหาแต่ละหน้าสั้นและตอบคำถามใกล้กันมาก Google อาจไม่แน่ใจว่าควรจัดอันดับหน้าใด การรวมเนื้อหาให้เป็น Pillar Page ที่แข็งแรงและทำ 301 Redirect จากหน้าที่ซ้ำกันอาจเหมาะสมกว่า

ช่วยรักษา Traffic หลังปรับเว็บไซต์

การเปลี่ยน Theme ย้ายเว็บไซต์ เปลี่ยน Domain ปรับ Permalink หรือลบเนื้อหา อาจทำให้ URL เดิมหายและเกิดหน้า 404

SEO Audit ก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงช่วยตรวจสอบว่า

  • URL สำคัญยังเปิดได้
  • Redirect ทำงานถูกต้อง
  • Metadata ไม่หาย
  • Canonical ไม่ผิด
  • Sitemap อัปเดตแล้ว
  • Tracking ยังทำงาน
  • Traffic และอันดับไม่มีความผิดปกติ

ช่วยเชื่อม SEO กับเป้าหมายธุรกิจ

Traffic ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะได้ลูกค้าเพิ่มเสมอไป

SEO Audit ที่ครบถ้วนควรตรวจสอบด้วยว่า ผู้ใช้สามารถเดินทางจากบทความไปยังหน้าบริการ แบบฟอร์มติดต่อ หรือหน้าสั่งซื้อได้ง่ายหรือไม่

SEO Audit ตรวจอะไรบ้าง?

SEO Audit สามารถแบ่งเป็นส่วนสำคัญได้ดังนี้

  1. Technical SEO Audit
  2. Indexing และ Crawlability
  3. On-page SEO Audit
  4. Content Audit
  5. Keyword และ Search Intent Audit
  6. Internal Link Audit
  7. Website Structure Audit
  8. Page Speed และ Core Web Vitals
  9. Mobile และ User Experience
  10. Structured Data Audit
  11. Backlink Audit
  12. Local SEO Audit
  13. Conversion และ Tracking Audit
  14. Security และ Manual Actions

1. Technical SEO Audit

Technical SEO Audit คือการตรวจสอบโครงสร้างและระบบของเว็บไซต์ เพื่อให้ Search Engine สามารถเข้าถึง ประมวลผล และจัดทำดัชนีหน้าเว็บได้อย่างเหมาะสม

Google Search ทำงานผ่านกระบวนการหลัก ได้แก่ การค้นพบหน้า การ Crawl การประมวลผล และการ Index เนื้อหา หากหน้าเว็บไซต์ไม่สามารถเข้าถึงได้ ก็ไม่มีหลักประกันว่าหน้านั้นจะปรากฏบน Google

รายการที่ควรตรวจ ได้แก่

  • HTTP Status Code
  • หน้า 404 และ Soft 404
  • Redirect 301 และ Redirect Chain
  • Robots.txt
  • Meta Robots
  • Canonical URL
  • XML Sitemap
  • HTTPS
  • URL Structure
  • JavaScript Rendering
  • Server Error
  • Duplicate URL
  • Pagination
  • Parameter URL
  • Crawl Depth
  • Broken Link

ตรวจ HTTP Status Code

Status Code ช่วยบอกว่า URL ตอบสนองอย่างไร เช่น

Status Codeความหมาย
200หน้าเปิดใช้งานได้ตามปกติ
301Redirect แบบถาวร
302Redirect แบบชั่วคราว
404ไม่พบหน้า
410หน้าถูกลบอย่างถาวร
500เกิดปัญหาที่ Server
503ระบบไม่พร้อมให้บริการชั่วคราว

หน้า SEO สำคัญควรตอบสนองด้วย Status 200 หากหน้าเดิมถูกย้ายไป URL ใหม่ ควรใช้ 301 Redirect ไปยังหน้าที่มีเนื้อหาใกล้เคียงที่สุด

ไม่ควร Redirect หน้าเก่าทุกหน้าไปหน้าแรก เพราะอาจไม่ตอบความต้องการของผู้ใช้และทำให้โครงสร้างเว็บไซต์สับสน

ตรวจ Robots.txt

ไฟล์ Robots.txt ใช้กำหนดแนวทางว่า Crawler สามารถเข้าถึงส่วนใดของเว็บไซต์ได้บ้าง

ควรตรวจสอบว่าไม่มีคำสั่งที่ปิดกั้นหน้าสำคัญ เช่น

  • หน้าสินค้า
  • หน้าบริการ
  • บทความ
  • ไฟล์ CSS หรือ JavaScript ที่จำเป็น
  • รูปภาพที่ต้องการให้ค้นพบ

อย่างไรก็ตาม Robots.txt ไม่ใช่วิธีหลักสำหรับนำหน้าออกจากดัชนี หากต้องการไม่ให้หน้าแสดงบน Google ควรใช้ Noindex ตามรูปแบบที่เหมาะสม Google ระบุว่าสามารถตรวจหน้าที่พบคำสั่ง Noindex ได้จาก Page Indexing Report ใน Search Console

ตรวจ Canonical URL

Canonical ใช้ระบุ URL หลักเมื่อมีหน้าที่มีเนื้อหาซ้ำหรือใกล้เคียงกัน

ปัญหาที่พบบ่อย ได้แก่

  • Canonical ชี้ไปหน้าอื่นโดยไม่ตั้งใจ
  • ทุกหน้าชี้ Canonical ไปหน้าแรก
  • HTTP และ HTTPS มี Canonical ไม่ตรงกัน
  • URL ที่มี Parameter ถูก Index หลายรูปแบบ
  • หน้าที่ควรแยกกันกลับใช้ Canonical เดียวกัน
  • Canonical ชี้ไปหน้า 404 หรือ Redirect

ตรวจ XML Sitemap

XML Sitemap ช่วยให้ Search Engine พบ URL ที่เว็บไซต์ต้องการให้ Crawl และ Index ได้ง่ายขึ้น Google แนะนำให้สร้างและส่ง Sitemap เพื่อช่วยให้ Googlebot ค้นพบโครงสร้างของเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Sitemap ที่ดีควรมีเฉพาะ URL ที่

  • เปิดใช้งานได้ด้วย Status 200
  • ไม่ติด Noindex
  • ไม่ถูก Block ด้วย Robots.txt
  • เป็น Canonical URL
  • ต้องการให้ปรากฏบน Google
  • ไม่มี Redirect
  • ไม่มีหน้า 404

2. ตรวจ Crawlability และ Indexing

Crawlability คือความสามารถที่ Search Engine เข้าถึงหน้าเว็บไซต์ ส่วน Indexing คือการที่ Google ประมวลผลและจัดเก็บหน้าไว้ในดัชนี

หน้าเว็บไซต์สามารถ Crawl ได้แต่ไม่ถูก Index ก็ได้ เช่น เนื้อหาซ้ำ เนื้อหาบางเกินไป หน้าไม่ได้คุณภาพ หรือ Google เลือก Canonical อื่น

เครื่องมือที่ควรใช้ ได้แก่

  • Google Search Console
  • URL Inspection
  • Page Indexing Report
  • Sitemap Report
  • Crawl Stats
  • คำสั่งค้นหา site:domain.com

URL Inspection สามารถแสดงสถานะ Index ปัจจุบัน ทดสอบ URL ที่เปิดใช้งานจริง ดูทรัพยากรที่ Google โหลด และส่งคำขอให้ Google Crawl หน้าใหม่ได้

สถานะที่ควรตรวจใน Search Console

  • Indexed
  • Crawled – Currently Not Indexed
  • Discovered – Currently Not Indexed
  • Duplicate without User-selected Canonical
  • Alternate Page with Proper Canonical
  • Excluded by Noindex
  • Blocked by Robots.txt
  • Not Found 404
  • Server Error 5xx
  • Redirect Error

ไม่ควรพยายามทำให้ทุก URL ในเว็บไซต์ถูก Index เพราะหน้าบางประเภทไม่จำเป็นต้องแสดงบน Google เช่น

  • หน้าเข้าสู่ระบบ
  • หน้าตะกร้าสินค้า
  • หน้าค้นหาภายใน
  • หน้าตัวกรองบางรูปแบบ
  • หน้า Tag ที่ไม่มีเนื้อหา
  • หน้า Thank You
  • หน้าทดสอบ
  • URL ที่สร้างจาก Parameter และไม่มีคุณค่าเฉพาะ

3. On-page SEO Audit

On-page SEO Audit คือการตรวจองค์ประกอบภายในแต่ละหน้า เพื่อให้ Search Engine และผู้ใช้งานเข้าใจหัวข้อของหน้าได้ชัดเจน

รายการที่ควรตรวจ ได้แก่

  • SEO Title
  • Meta Description
  • H1
  • H2–H3
  • URL
  • Keyword และ Search Intent
  • Introduction
  • เนื้อหาหลัก
  • รูปภาพ
  • Alt Text
  • Internal Link
  • External Link
  • CTA
  • Structured Data
  • วันที่อัปเดต
  • Author หรือข้อมูลผู้เขียน

SEO Title

Title ควรสื่อหัวข้อหลักของหน้าและดึงดูดให้ผู้ใช้คลิก

ตัวอย่าง Title ที่ไม่ชัดเจน:

“บริการของเรา | บริษัท ABC”

ตัวอย่างที่ชัดกว่า:

“รับทำ SEO สำหรับธุรกิจ วางแผน Keyword และเพิ่ม Organic Traffic”

ไม่ควรใส่ Keyword ซ้ำมากเกินไป เช่น

“รับทำ SEO บริษัท SEO บริการ SEO ราคาทำ SEO”

Meta Description

Meta Description ควรสรุปเนื้อหาและจุดเด่นของหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ

แม้ Google อาจเลือกข้อความอื่นจากหน้าไปแสดงแทน แต่ Meta Description ที่ดีช่วยสื่อสารกับผู้ค้นหาและเพิ่มโอกาสในการคลิกได้

Heading Structure

หนึ่งหน้าควรมีหัวข้อหลักชัดเจน และใช้ H2–H3 แบ่งเนื้อหาตามลำดับ

ไม่ควรใช้ Heading เพียงเพราะต้องการตัวอักษรขนาดใหญ่ หรือข้ามลำดับโดยไม่มีเหตุผล เช่น H2 ไป H5 ทันที

URL

URL ควร

  • อ่านง่าย
  • สั้นเท่าที่เหมาะสม
  • สื่อความหมาย
  • ไม่เปลี่ยนบ่อย
  • ไม่มีตัวเลขหรือ Parameter ที่ไม่จำเป็น
  • ใช้รูปแบบสม่ำเสมอทั้งเว็บไซต์

ตัวอย่าง:

/seo-audit/

ดีกว่า:

/?p=9284&category=12

4. Content Audit

Content Audit คือการตรวจคุณภาพ ประสิทธิภาพ ความซ้ำ และความเหมาะสมของเนื้อหาทั้งเว็บไซต์

แต่ละหน้าควรถูกจัดกลุ่มเป็น

  • เก็บไว้เหมือนเดิม
  • ปรับปรุง
  • ขยาย
  • รวม
  • Redirect
  • Noindex
  • ลบ
  • เขียนใหม่

ตรวจเนื้อหาบางหรือ Thin Content

จำนวนคำไม่ใช่ปัจจัยตัดสินคุณภาพเพียงอย่างเดียว แต่หน้าที่มีข้อความน้อยและไม่ตอบคำถามผู้ใช้อย่างเพียงพออาจแข่งขันได้ยาก

ตัวอย่างหน้าที่ควรตรวจเป็นพิเศษ ได้แก่

  • บทความ 100–300 คำ
  • หน้าหมวดหมู่ที่ไม่มีคำอธิบาย
  • หน้าบริการที่มีเพียงชื่อและเบอร์โทร
  • หน้าพื้นที่ที่เปลี่ยนเพียงชื่อจังหวัด
  • หน้าคำศัพท์ที่มีคำอธิบายหนึ่งย่อหน้า
  • หน้าสินค้าที่ใช้รายละเอียดจากผู้ผลิตซ้ำทั้งหมด

ตรวจ Duplicate Content

Duplicate Content อาจเกิดจาก

  • HTTP และ HTTPS
  • www และ non-www
  • Slash และไม่มี Slash
  • URL Parameter
  • Category และ Tag
  • Printer Version
  • หน้าพื้นที่ที่คัดลอกกัน
  • รายละเอียดสินค้าซ้ำ
  • บทความหลายหน้าที่ใช้หัวข้อเดียวกัน

แนวทางจัดการอาจประกอบด้วย

  • รวมเนื้อหา
  • 301 Redirect
  • Canonical
  • Noindex
  • เขียนเนื้อหาใหม่
  • ปรับโครงสร้าง Taxonomy

ตรวจเนื้อหาล้าสมัย

เนื้อหาที่มีข้อมูลราคา กฎหมาย ซอฟต์แวร์ สถิติ รายชื่อผลิตภัณฑ์ หรือนโยบายแพลตฟอร์มควรได้รับการตรวจสอบเป็นระยะ

ไม่ควรเปลี่ยนวันที่เผยแพร่โดยไม่ได้ปรับข้อมูลจริง เพราะไม่ได้สร้างคุณค่าเพิ่มให้ผู้อ่าน

ตรวจ Search Intent

Search Intent คือสิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการได้รับจากคำค้นหา

สามารถแบ่งได้เป็น

Search Intentตัวอย่าง
InformationalSEO Audit คืออะไร
How-toวิธีตรวจ SEO เว็บไซต์
Commercial Investigationบริษัทรับทำ SEO เลือกอย่างไร
Transactionalรับทำ SEO Audit
NavigationalGoogle Search Console
Localบริษัท SEO กรุงเทพ

บทความที่ไม่ตรง Intent อาจมี Keyword ครบแต่ยังติดอันดับได้ยาก

ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้ค้นหา “ราคา SEO Audit” แต่หน้าเว็บไซต์อธิบายเพียงความหมายของ SEO โดยไม่มีราคา ปัจจัยค่าใช้จ่าย หรือสิ่งที่จะได้รับ หน้าอาจไม่ตอบความต้องการของผู้ค้นหา

5. Keyword Audit

Keyword Audit คือการตรวจว่าแต่ละหน้ารองรับคำค้นหาใด และมีหน้าใดแย่งกันเองหรือไม่

ควรจัดทำ Keyword Mapping โดยมีข้อมูล เช่น

URLPrimary KeywordSecondary KeywordSearch Intentสถานะ
/seo-audit/SEO Audit คืออะไรตรวจ SEO เว็บไซต์Informationalเก็บ
/services/seo/รับทำ SEOบริษัท SEOTransactionalเก็บ
/seo-pricing/ราคา SEOค่าทำ SEOCommercialเก็บ

สัญญาณของ Keyword Cannibalization

  • หลาย URL สลับกันติดอันดับใน Keyword เดียว
  • หน้าอันดับเปลี่ยนบ่อย
  • หน้าบริการกลับแพ้บทความทั่วไป
  • หลายบทความมี Title และ H1 ใกล้กัน
  • Google เลือก URL ที่ไม่ตรงกับเป้าหมายธุรกิจ
  • Content ของหลายหน้าซ้ำกันมาก

แนวทางแก้ ได้แก่

  • แยก Search Intent ให้ชัด
  • รวมหน้าที่ซ้ำ
  • ปรับ Internal Link
  • ปรับ Title และ Heading
  • 301 Redirect หน้าที่ไม่จำเป็น
  • เพิ่มเนื้อหาเฉพาะให้แต่ละหน้า
  • กำหนดหน้าหลักของแต่ละ Topic

6. Internal Link Audit

Internal Link คือการเชื่อมโยงระหว่างหน้าภายในเว็บไซต์เดียวกัน

การตรวจ Internal Link ควรดูว่า

  • หน้าสำคัญได้รับลิงก์เพียงพอหรือไม่
  • มี Orphan Page หรือไม่
  • Anchor Text อธิบายหน้าปลายทางหรือไม่
  • มี Broken Internal Link หรือไม่
  • บทความเชื่อมไปยังหน้าบริการหรือไม่
  • หน้าเก่าเชื่อมไปยังบทความใหม่หรือไม่
  • มีลิงก์มากเกินไปโดยไม่เกี่ยวข้องหรือไม่
  • ลิงก์ผ่าน Redirect โดยไม่จำเป็นหรือไม่

โครงสร้างที่เหมาะสมอาจเป็น

Pillar Page → Cluster Article → Service Page

ตัวอย่าง:

SEO คืออะไร
→ SEO Audit คืออะไร
→ Technical SEO คืออะไร
→ ราคาทำ SEO
→ บริการรับทำ SEO

7. Website Structure Audit

โครงสร้างเว็บไซต์ควรช่วยให้ทั้งผู้ใช้และ Search Engine เข้าใจความสัมพันธ์ของเนื้อหา

ควรตรวจสอบ

  • Main Navigation
  • Breadcrumb
  • Category
  • Tag
  • Service Hub
  • Topic Cluster
  • URL Hierarchy
  • Footer Link
  • Pagination
  • Search Function
  • Click Depth

หน้าสำคัญไม่ควรถูกซ่อนไว้ลึกเกินไปโดยไม่มี Internal Link ที่ชัดเจน

ตัวอย่างโครงสร้างบริการ:

  • บริการ
    • รับทำเว็บไซต์
    • รับทำ SEO
    • รับสร้าง Backlink
    • Local SEO
    • ออกแบบกราฟิก
    • ตัดต่อวิดีโอ

ตัวอย่างโครงสร้าง Topic Cluster:

  • SEO
    • SEO คืออะไร
    • On-page SEO
    • Off-page SEO
    • Technical SEO
    • SEO Audit
    • Keyword Research
    • Internal Link
    • Backlink

8. Page Speed และ Core Web Vitals Audit

ความเร็วเว็บไซต์มีผลต่อประสบการณ์ผู้ใช้ โดยเฉพาะผู้ใช้งานบนมือถือและเครือข่ายที่ไม่เร็ว

Core Web Vitals หลักประกอบด้วย

  • LCP: ความเร็วในการแสดงเนื้อหาหลัก
  • INP: การตอบสนองต่อการโต้ตอบ
  • CLS: ความเสถียรของ Layout

Search Console แสดงข้อมูล Core Web Vitals จากประสบการณ์ใช้งานจริง โดยจัดกลุ่ม URL เป็น Good, Need Improvement และ Poor

PageSpeed Insights สามารถวิเคราะห์หน้าในเวอร์ชันมือถือและเดสก์ท็อป โดยแสดงทั้งข้อมูลจากผู้ใช้จริงเมื่อมีข้อมูลเพียงพอ และข้อมูลทดสอบจาก Lighthouse

ปัญหาที่พบบ่อย ได้แก่

  • รูปภาพมีขนาดใหญ่
  • ไม่ใช้ WebP หรือ AVIF
  • JavaScript มากเกินไป
  • CSS บล็อกการแสดงผล
  • Plugin จำนวนมาก
  • Hosting ตอบสนองช้า
  • Font โหลดหลายไฟล์
  • Video Embed หนัก
  • Slider ขนาดใหญ่
  • Cache ไม่ทำงาน
  • Third-party Script จำนวนมาก
  • Layout เคลื่อนขณะโหลด

ไม่ควรมุ่งทำคะแนน PageSpeed ให้เต็ม 100 โดยไม่ดูผลกระทบต่อธุรกิจ Google ระบุว่าคะแนน Core Web Vitals ที่ดีไม่ได้รับประกันอันดับสูง และการไล่คะแนนสมบูรณ์แบบเพื่อ SEO เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่การใช้ทรัพยากรที่เหมาะสมที่สุด

9. Mobile SEO และ User Experience Audit

Google ใช้เนื้อหาในเวอร์ชันมือถือเป็นหลักสำหรับการ Crawl และ Index ดังนั้นเว็บไซต์มือถือควรมีเนื้อหาและ Structured Data สำคัญครบถ้วนเช่นเดียวกับเดสก์ท็อป

ควรตรวจสอบ

  • ตัวอักษรอ่านง่าย
  • ปุ่มกดไม่ชิดกัน
  • เมนูใช้งานง่าย
  • ไม่มี Popup บังเนื้อหา
  • ตารางเลื่อนได้บนมือถือ
  • รูปภาพไม่ล้นหน้าจอ
  • แบบฟอร์มกรอกง่าย
  • เบอร์โทรกดโทรได้
  • CTA มองเห็นชัด
  • เนื้อหาไม่ถูกซ่อนในมือถือ
  • ไม่มี Horizontal Scroll
  • หน้าโหลดเร็วบนเครือข่ายมือถือ

10. Structured Data Audit

Structured Data ช่วยให้ Search Engine เข้าใจประเภทและองค์ประกอบของเนื้อหาได้ชัดเจนขึ้น และบางประเภทอาจมีสิทธิ์แสดงเป็น Rich Result

ประเภทที่พบบ่อย ได้แก่

  • Organization
  • LocalBusiness
  • Product
  • Article
  • Breadcrumb
  • FAQ
  • Event
  • Video
  • Recipe
  • JobPosting

Google ระบุว่า Structured Data สามารถใช้เป็นข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้ระบบเข้าใจความหมายของหน้าและแสดงผลแบบพิเศษเมื่อหน้าเข้าเกณฑ์

ควรตรวจสอบว่า

  • Schema ตรงกับเนื้อหาที่ผู้ใช้เห็น
  • ไม่มีข้อมูลปลอม
  • ราคาและสถานะสินค้าตรงกับหน้า
  • Breadcrumb ถูกต้อง
  • ไม่มี Error
  • ไม่ใส่ Schema ที่ไม่เกี่ยวข้อง
  • URL และรูปภาพเข้าถึงได้
  • วันที่และข้อมูลผู้เขียนถูกต้อง

11. Backlink Audit

Backlink Audit คือการตรวจสอบลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่เชื่อมมายังเว็บไซต์

ควรวิเคราะห์

  • จำนวน Referring Domain
  • คุณภาพเว็บไซต์ต้นทาง
  • ความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ
  • Anchor Text
  • หน้าที่ได้รับ Backlink
  • New Backlink
  • Lost Backlink
  • Broken Backlink
  • Follow และ Nofollow
  • ลิงก์จากเว็บไซต์สแปม
  • ลิงก์จากเว็บไซต์ที่ไม่มี Traffic
  • Link Velocity
  • Backlink Gap กับคู่แข่ง

ไม่ควรตัดสินคุณภาพ Backlink จาก DA หรือ DR เพียงค่าเดียว

Backlink ที่เหมาะสมควร

  • มาจากเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้อง
  • อยู่ในบริบทที่เป็นธรรมชาติ
  • ส่งผู้ใช้งานจริงได้
  • เชื่อมไปยังหน้าที่มีประโยชน์
  • ไม่เกิดจากเครือข่ายสแปม
  • ไม่ใช้ Anchor Text เชิงพาณิชย์ซ้ำมากเกินไป

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ เทคนิคสร้าง Backlink คุณภาพสูง และ ลิงก์เสี่ยงกับ Link Spam คืออะไร

12. Local SEO Audit

สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้านหรือให้บริการในพื้นที่ ควรตรวจ Local SEO เพิ่มเติม

รายการสำคัญ ได้แก่

  • Google Business Profile
  • ชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทร
  • หมวดหมู่ธุรกิจ
  • เวลาทำการ
  • พื้นที่ให้บริการ
  • รูปภาพ
  • รีวิว
  • การตอบรีวิว
  • Local Citation
  • Local Backlink
  • หน้า Location
  • แผนที่
  • LocalBusiness Schema
  • Keyword พื้นที่

อ่านแนวทางเพิ่มเติมได้ที่ Local SEO คืออะไร หรือดูรายละเอียด บริการรับทำ Local SEO

13. Conversion และ Tracking Audit

SEO Audit ไม่ควรหยุดอยู่ที่อันดับและ Traffic แต่ควรตรวจวัดผลทางธุรกิจด้วย

ควรตรวจสอบ

  • Google Analytics ติดตั้งถูกต้องหรือไม่
  • Google Search Console เชื่อมแล้วหรือไม่
  • Form Submission ถูกนับหรือไม่
  • ปุ่มโทรศัพท์ถูก Tracking หรือไม่
  • ปุ่ม LINE หรือแชตถูก Tracking หรือไม่
  • หน้าขอบคุณทำงานหรือไม่
  • Conversion ถูกนับซ้ำหรือไม่
  • UTM Parameter ใช้งานถูกต้องหรือไม่
  • ข้อมูล Lead เชื่อมกับ CRM หรือไม่
  • Organic Traffic สร้างรายได้เท่าไร

Search Console และ Google Analytics อาจแสดงข้อมูลต่างกัน เนื่องจากใช้วิธีเก็บข้อมูลและนิยาม Metrics คนละรูปแบบ จึงไม่ควรคาดหวังให้ตัวเลขตรงกันทุกค่า

14. Security และ Manual Actions Audit

ควรตรวจรายงาน Security Issues และ Manual Actions ใน Google Search Console

Security Issues อาจเกี่ยวข้องกับ

  • เว็บไซต์ถูกแฮก
  • Malware
  • Phishing
  • เนื้อหาที่ผู้ไม่หวังดีแทรกเข้ามา
  • Download ที่เป็นอันตราย
  • Unwanted Software

Google ระบุว่าหน้าที่มีปัญหาด้านความปลอดภัยอาจแสดงคำเตือนในผลการค้นหาหรือหน้าเตือนในเบราว์เซอร์

Manual Actions แตกต่างจาก Security Issues โดย Manual Actions เกี่ยวข้องกับการละเมิดนโยบายสแปมและอาจทำให้บางหน้าหรือทั้งเว็บไซต์ถูกลดอันดับหรือไม่แสดงในผลการค้นหา

เครื่องมือที่ใช้ทำ SEO Audit

Google Search Console

ใช้ตรวจสอบ

  • Click
  • Impression
  • CTR
  • Average Position
  • Keyword
  • Landing Page
  • Indexing
  • Sitemap
  • Core Web Vitals
  • Structured Data
  • Manual Actions
  • Security Issues

Performance Report แสดงข้อมูลว่าผู้ใช้เห็นและคลิกเว็บไซต์จาก Google Search, Discover หรือ News อย่างไร

Google Analytics

ใช้วิเคราะห์

  • ผู้เข้าชม
  • Traffic Source
  • Landing Page
  • Engagement
  • Conversion
  • Revenue
  • User Journey
  • Device
  • Location
  • Event

PageSpeed Insights

ใช้ตรวจ

  • Core Web Vitals
  • Performance บนมือถือ
  • Performance บนเดสก์ท็อป
  • รูปภาพ
  • JavaScript
  • CSS
  • Layout Shift
  • Main-thread Work
  • Server Response

Screaming Frog หรือ Site Crawler

ใช้ตรวจเว็บไซต์จำนวนมาก เช่น

  • Status Code
  • Title
  • Meta Description
  • H1
  • Canonical
  • Noindex
  • Internal Link
  • Broken Link
  • Redirect
  • Duplicate Content
  • Crawl Depth
  • Sitemap

Ahrefs, Semrush หรือเครื่องมือ Backlink

ใช้วิเคราะห์

  • Backlink
  • Referring Domain
  • Organic Keyword
  • Traffic Estimation
  • Content Gap
  • Backlink Gap
  • Competitor
  • Lost Link
  • Anchor Text

ตัวเลขจากเครื่องมือภายนอกเป็นค่าประมาณและอาจไม่ตรงกับ Search Console จึงควรใช้สำหรับวิเคราะห์แนวโน้มและเปรียบเทียบ ไม่ควรถือเป็นข้อมูลแทนยอดจริงทั้งหมด

ขั้นตอนการทำ SEO Audit

ขั้นตอนที่ 1: กำหนดเป้าหมาย

ก่อนเริ่มตรวจควรรู้ว่าเว็บไซต์ต้องการผลลัพธ์อะไร เช่น

  • เพิ่ม Organic Traffic
  • เพิ่ม Lead
  • เพิ่มยอดขาย
  • แก้อันดับตก
  • ตรวจเว็บไซต์ก่อนทำใหม่
  • ตรวจหลังย้ายเว็บไซต์
  • รวมบทความซ้ำ
  • เพิ่มอันดับ Local SEO
  • เตรียมขยายเนื้อหา
  • วิเคราะห์คู่แข่ง

ขั้นตอนที่ 2: เก็บข้อมูลพื้นฐาน

ควรเก็บข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อยในระดับที่เห็นแนวโน้ม เช่น

  • Organic Click
  • Impression
  • CTR
  • Average Position
  • Organic Sessions
  • Conversion
  • Revenue
  • Top Landing Page
  • Top Keyword
  • Indexed Page
  • Referring Domain

ขั้นตอนที่ 3: Crawl เว็บไซต์

ใช้ Site Crawler ตรวจ URL ทั้งเว็บไซต์ แล้วแยก

  • หน้า Indexable
  • หน้า Noindex
  • Redirect
  • 404
  • Error
  • Duplicate
  • Canonical
  • Orphan Page

ขั้นตอนที่ 4: ตรวจ Search Console

ตรวจ Performance, Indexing, Sitemap, Core Web Vitals, Manual Actions และ Security Issues

Search Console Overview แสดงสรุปประสิทธิภาพ คำแนะนำ และสถานะ Indexing ที่สำคัญของเว็บไซต์

ขั้นตอนที่ 5: ตรวจเนื้อหาและ Keyword

สร้างตาราง URL Inventory พร้อมข้อมูล เช่น

URLจำนวนคำKeywordIntentTrafficBacklinkคำตัดสิน
หน้า A1,200SEO AuditInformationalสูงมีเก็บ
หน้า B250ตรวจ SEOInformationalต่ำไม่มีรวม
หน้า C180Audit SEO ฟรีTransactionalไม่มีไม่มีเขียนใหม่

ขั้นตอนที่ 6: ตรวจคู่แข่ง

เปรียบเทียบ

  • Topic Coverage
  • Content Depth
  • Search Intent
  • Backlink
  • Website Structure
  • UX
  • Rich Result
  • Brand Trust
  • Service Page
  • Pricing Information
  • Case Study

ขั้นตอนที่ 7: จัดลำดับปัญหา

สามารถใช้ตาราง Priority ดังนี้

ระดับตัวอย่าง
Criticalเว็บไซต์เข้าไม่ได้, Manual Action, หน้าเงินติด Noindex
Highหน้าหลักไม่ Index, Redirect ผิด, Content ซ้ำจำนวนมาก
MediumTitle ซ้ำ, Internal Link อ่อน, เนื้อหาไม่ครบ
LowAlt Text บางภาพหาย, Heading บางส่วนไม่เป็นระเบียบ
Opportunityเพิ่ม Cluster, Schema, Case Study และ Digital PR

ขั้นตอนที่ 8: จัดทำ Action Plan

Action Plan ควรระบุ

  • ปัญหา
  • URL ที่ได้รับผลกระทบ
  • ผลกระทบ
  • วิธีจัดการ
  • Priority
  • ผู้รับผิดชอบ
  • ระยะเวลาดำเนินการ
  • สถานะ
  • ผลลัพธ์หลังแก้

ตัวอย่าง Checklist SEO Audit

หมวดรายการตรวจ
TechnicalStatus Code, Redirect, Canonical, Robots.txt
IndexingNoindex, Sitemap, Coverage, URL Inspection
On-pageTitle, Description, H1, URL, Heading
ContentThin Content, Duplicate, Search Intent
KeywordMapping, Cannibalization, Content Gap
Internal LinkBroken Link, Orphan Page, Anchor Text
SpeedLCP, INP, CLS, Mobile Performance
MobileResponsive, Navigation, CTA, Font
SchemaError, Warning, ความถูกต้อง
BacklinkReferring Domain, Spam, Lost Link
Local SEOProfile, NAP, Review, Citation
ConversionForm, Call, Chat, Revenue
SecurityHTTPS, Malware, Manual Actions

SEO Audit ใช้เวลานานแค่ไหน?

ระยะเวลาขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของเว็บไซต์

ประเภทเว็บไซต์ระยะเวลาโดยประมาณ
เว็บไซต์ขนาดเล็ก 10–30 หน้า1–5 วัน
เว็บไซต์ธุรกิจ 30–200 หน้า5–14 วัน
เว็บไซต์เนื้อหา 200–1,000 หน้า2–4 สัปดาห์
E-commerce ขนาดใหญ่3–8 สัปดาห์หรือมากกว่า
เว็บไซต์หลายภาษา/หลายประเทศขึ้นอยู่กับจำนวนภาษาและโครงสร้าง

ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงกรอบประมาณการ งานจริงอาจใช้เวลามากขึ้นหากต้องตรวจ Log File, JavaScript Rendering, International SEO หรือข้อมูลจากหลายระบบ

ควรทำ SEO Audit บ่อยแค่ไหน?

ความถี่ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับขนาดและการเปลี่ยนแปลงของเว็บไซต์

  • เว็บไซต์ธุรกิจขนาดเล็ก: ทุก 6–12 เดือน
  • เว็บไซต์ที่เผยแพร่บทความสม่ำเสมอ: ทุก 3–6 เดือน
  • E-commerce: ทุก 1–3 เดือน
  • หลังย้ายเว็บไซต์: ตรวจทันทีและติดตามต่อเนื่อง
  • หลัง Traffic ลดผิดปกติ: ตรวจโดยเร็ว
  • หลังเปลี่ยน Theme หรือโครงสร้าง: ตรวจทั้งก่อนและหลัง
  • เว็บไซต์ข่าวหรือ Marketplace: อาจต้องติดตามรายวันหรือรายสัปดาห์

Google แนะนำให้เจ้าของเว็บไซต์ตรวจ Search Console เป็นระยะ และให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือนปัญหาร้ายแรง เช่น Security Issues และ Manual Actions

SEO Audit ต่างจาก SEO Report อย่างไร?

SEO AuditSEO Report
ตรวจค้นหาปัญหาเชิงลึกสรุปผลการดำเนินงาน
ทำเป็นรอบหรือก่อนเริ่มโครงการทำรายสัปดาห์หรือรายเดือน
วิเคราะห์โครงสร้างและสาเหตุรายงาน Click, Traffic, Ranking
มีคำแนะนำและ Priorityแสดงสิ่งที่ทำและผลลัพธ์
ใช้สร้างแผนแก้ไขใช้ติดตามความคืบหน้า

SEO Audit เปรียบเสมือนการตรวจสุขภาพ ส่วน SEO Report เปรียบเสมือนรายงานติดตามผลหลังเริ่มดูแล

SEO Audit ต่างจาก Technical SEO Audit อย่างไร?

Technical SEO Audit เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ SEO Audit

Technical SEO Audit เน้น

  • Crawl
  • Index
  • Server
  • Redirect
  • Canonical
  • Sitemap
  • Robots
  • Speed
  • JavaScript
  • Structured Data

ส่วน SEO Audit แบบครบถ้วนรวมถึง

  • Content
  • Keyword
  • Search Intent
  • Internal Link
  • Backlink
  • Local SEO
  • UX
  • Conversion
  • Competitor

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำ SEO Audit

สนใจคะแนนเครื่องมือมากเกินไป

คะแนน Health Score, DA, DR หรือ PageSpeed ช่วยเปรียบเทียบได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นเป้าหมายสุดท้าย

เว็บไซต์ควรพิจารณาผลลัพธ์จริง เช่น

  • Keyword ที่เกี่ยวข้อง
  • Organic Click
  • Lead
  • Revenue
  • Conversion Rate
  • Cost per Acquisition

แก้ทุก Warning โดยไม่จัด Priority

เครื่องมืออาจรายงาน Warning หลายพันรายการ แต่บางรายการแทบไม่มีผลต่อ SEO

ควรเริ่มจากปัญหาที่กระทบ

  1. การเข้าถึงเว็บไซต์
  2. การ Index
  3. หน้าเงิน
  4. Traffic
  5. Conversion

ลบหน้าโดยไม่ตรวจ Traffic และ Backlink

ก่อนลบหรือรวมหน้า ควรตรวจ

  • Organic Traffic
  • Keyword
  • Backlink
  • Internal Link
  • Conversion
  • อายุ URL
  • Search Intent

หากต้องลบหน้า ควร Redirect ไปหน้าที่เกี่ยวข้องเมื่อมีหน้าทดแทน ไม่ควรลบโดยไม่วางแผน

เพิ่มเนื้อหาโดยไม่ดู Search Intent

บทความยาวไม่ได้หมายความว่าจะดีกว่าเสมอไป เนื้อหาควรตอบสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการและจัดโครงสร้างให้อ่านง่าย

ตรวจแล้วไม่มีผู้รับผิดชอบ

รายงาน Audit ที่มีปัญหาหลายร้อยรายการแต่ไม่มี Priority ผู้รับผิดชอบ และกำหนดเวลา มักไม่ถูกนำไปใช้งานจริง

คำถามที่พบบ่อย

SEO Audit คือการแก้เว็บไซต์ให้เสร็จเลยหรือไม่?

ไม่เสมอไป SEO Audit คือขั้นตอนตรวจ วิเคราะห์ และจัดทำคำแนะนำ ส่วนการแก้ไขอาจเป็นงานอีกขั้นหนึ่ง ขึ้นอยู่กับขอบเขตบริการ

เว็บไซต์ใหม่ต้องทำ SEO Audit หรือไม่?

ควรตรวจอย่างน้อยก่อนเปิดเว็บไซต์ เพื่อให้มั่นใจว่าเว็บไซต์ Index ได้ โครงสร้าง URL ถูกต้อง Tracking ทำงาน และไม่มีหน้าทดสอบหลุดเข้าสู่ Google

เว็บไซต์ไม่มี Traffic ควร Audit หรือเขียนบทความเพิ่ม?

ควรตรวจสอบก่อนว่าเว็บไซต์ไม่มี Traffic เพราะไม่มีเนื้อหา หรือเพราะปัญหา Technical, Indexing, Search Intent หรือการแข่งขัน หากรีบเพิ่มบทความโดยไม่ตรวจสาเหตุ อาจเพิ่มจำนวนหน้าที่ไม่มีประสิทธิภาพ

SEO Audit ช่วยให้อันดับดีขึ้นทันทีหรือไม่?

Audit เพียงอย่างเดียวไม่ทำให้อันดับเพิ่มขึ้น ต้องนำข้อค้นพบไปแก้ไขและติดตามผล ระยะเวลาขึ้นอยู่กับปัญหา การ Crawl ใหม่ การแข่งขัน และคุณภาพของเว็บไซต์

ทำ SEO Audit ฟรีได้ไหม?

สามารถตรวจพื้นฐานด้วย Google Search Console, Google Analytics และ PageSpeed Insights ได้ แต่การตรวจเว็บไซต์ขนาดใหญ่หรือปัญหาซับซ้อนอาจต้องใช้เครื่องมือเพิ่มเติมและผู้เชี่ยวชาญ

SEO Audit ต้องใช้ Google Search Console หรือไม่?

ควรใช้ เพราะ Search Console แสดงข้อมูลจาก Google เกี่ยวกับ Performance, Indexing, Core Web Vitals, Manual Actions และ Security Issues ซึ่งเครื่องมือภายนอกไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด

คะแนน SEO 100 หมายความว่าเว็บไซต์ดีแล้วหรือไม่?

ไม่ คะแนนจาก Plugin หรือเครื่องมือเป็น Checklist ตามเกณฑ์ของเครื่องมือนั้น เว็บไซต์ยังอาจมีปัญหา Search Intent, Content Quality, Backlink, Conversion หรือการแข่งขันได้

หลัง Audit ควรทำอะไรก่อน?

เริ่มจากปัญหาที่ทำให้ Google เข้าไม่ถึงหรือ Index หน้าไม่ได้ จากนั้นแก้หน้าที่สร้างรายได้ เนื้อหาซ้ำ Internal Link ความเร็ว และแผน Content ตามลำดับผลกระทบ

สรุป

SEO Audit คือกระบวนการตรวจสุขภาพเว็บไซต์อย่างเป็นระบบ เพื่อค้นหาปัญหาที่กระทบต่อการ Crawl, Index, Ranking, User Experience และ Conversion

การ Audit ที่ครบถ้วนควรครอบคลุมทั้ง Technical SEO, On-page SEO, Content, Keyword, Internal Link, Page Speed, Mobile, Structured Data, Backlink, Local SEO, Tracking และ Security

สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการค้นพบปัญหา แต่ต้องจัดลำดับความสำคัญและเปลี่ยนผลการตรวจให้เป็น Action Plan ที่ดำเนินการได้จริง

เว็บไซต์ที่ได้รับการ Audit และปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจะมีโครงสร้างชัดเจน ลดเนื้อหาซ้ำ ช่วยให้ Google เข้าใจเว็บไซต์ง่ายขึ้น และสร้างเส้นทางจากผู้ค้นหาไปสู่การติดต่อหรือยอดขายได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

สำหรับธุรกิจที่ต้องการตรวจสอบเว็บไซต์ วางโครงสร้าง Keyword วิเคราะห์บทความซ้ำ และจัดลำดับงานแก้ไข สามารถดูรายละเอียดได้ที่ บริการรับทำ SEO หรือ ติดต่อ Moon Knight Creator เพื่อประเมินเว็บไซต์เบื้องต้น

หมวดหมู่

ป้ายกำกับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

3-55.jpg
เปรียบเทียบ WordPress และ Shopify สำหรับ SME ไทย
การมีเว็บไซต์หรือร้านค้าออนไลน์ในวันนี้ไม่ได้เป็นแค่ “ตัวเลือก” แต่เป็น “เครื่อง...
blue-scooter-on-pink-background-3-d-illustration-TM63HSJb.jpg
ราคาทำเว็บไซต์คิดอย่างไร? คู่มือสำหรับเจ้าของธุรกิ...
เมื่อเจ้าของธุรกิจเริ่มมองหาการสร้างเว็บไซต์ หนึ่งในคำถามแรกที่มักเกิดขึ้นคือ &#...
Moon Knight Creator
เว็บไซต์ไม่ปลอดภัยแก้อย่างไร? สาเหตุและวิธีแก้ Not...
เมื่อเปิดเว็บไซต์แล้วพบข้อความว่า “ไม่ปลอดภัย”, “Not Secure” หรือ “การเชื่อมต่อข...
Moon Knight Creator
เว็บไซต์ช้าเกิดจากอะไร? 12 สาเหตุและวิธีแก้เว็บ Wo...
เว็บไซต์โหลดช้าเป็นปัญหาที่ส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นหน้า...
Moon Knight Creator
วิธีเลือกบริษัทรับทำเว็บไซต์ ต้องดูอะไรบ้างก่อนตัด...
เว็บไซต์เป็นหนึ่งในทรัพย์สินสำคัญของธุรกิจ เพราะใช้แนะนำบริษัท สร้างความน่าเชื่อ...
Moon Knight Creator
ทำเว็บไซต์ใช้เวลากี่วัน? ระยะเวลาตามประเภทเว็บไซต์...
การทำเว็บไซต์ใช้เวลานานแค่ไหน เป็นหนึ่งในคำถามที่เจ้าของธุรกิจมักถามก่อนตัดสินใจ...
Moon Knight Creator
รับทำเว็บไซต์ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง? Checklist ก...
การจ้างทำเว็บไซต์ไม่ได้เริ่มต้นจากการเลือกสีหรือเลือกรูปแบบหน้าเว็บเพียงอย่างเดี...
20-16.jpg
จ้างทำ SEO กับทำเองต่างกันอย่างไร? แบบไหนเหมาะกับธ...
เมื่อเจ้าของธุรกิจเริ่มสนใจทำ SEO คำถามสำคัญที่มักเกิดขึ้นคือ ควรเรียนรู้และทำ S...