
การเลือกบริษัทรับทำ SEO ไม่ควรพิจารณาจากราคาเพียงอย่างเดียว เพราะ SEO เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเว็บไซต์ เนื้อหา ประสบการณ์ผู้ใช้ ความน่าเชื่อถือของโดเมน และกลยุทธ์ระยะยาว
หากเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสม ธุรกิจอาจได้รับทั้งจำนวนผู้เข้าชมที่เพิ่มขึ้น ลูกค้าที่ตรงกลุ่ม และเว็บไซต์ที่มีโครงสร้างแข็งแรงขึ้น แต่หากเลือกผิด อาจเสียทั้งงบประมาณ เวลา และความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ โดยเฉพาะกรณีที่ใช้วิธีสร้างลิงก์หรือปรับแต่งเว็บไซต์โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ
บทความนี้จะอธิบายว่าควรเลือกบริษัทรับทำ SEO อย่างไร ต้องตรวจสอบอะไรบ้างก่อนเซ็นสัญญา และควรถามคำถามใดเพื่อให้ทราบว่าผู้ให้บริการรายนั้นเหมาะกับธุรกิจของคุณจริงหรือไม่
หัวข้อ
บริษัทรับทำ SEO คืออะไร
บริษัทรับทำ SEO คือผู้ให้บริการที่ช่วยปรับปรุงเว็บไซต์ให้มีโอกาสแสดงผลในตำแหน่งที่ดีขึ้นบน Search Engine เช่น Google โดยเน้นให้เว็บไซต์เข้าถึงผู้ค้นหาที่มีความสนใจในสินค้า บริการ หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
ขอบเขตงาน SEO อาจประกอบด้วย
- วิเคราะห์เว็บไซต์และคู่แข่ง
- วิเคราะห์คีย์เวิร์ด
- วางโครงสร้างเว็บไซต์
- ปรับ Title และ Meta Description
- ปรับ Heading และเนื้อหา
- ทำ Internal Link
- ตรวจสอบปัญหาด้าน Technical SEO
- ปรับความเร็วและประสบการณ์ใช้งาน
- วางแผนและเขียนบทความ
- พัฒนา Local SEO
- วางแผน Backlink
- ติดตามอันดับและ Traffic
- จัดทำรายงานผล
- วิเคราะห์ Conversion และ Lead
บริษัทแต่ละแห่งอาจมีขอบเขตบริการไม่เหมือนกัน จึงควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่าค่าบริการครอบคลุมอะไร และมีงานส่วนใดที่ต้องจ่ายเพิ่มเติม
ทำไมการเลือกบริษัท SEO จึงสำคัญ
SEO ไม่ใช่งานที่เห็นผลทันทีหลังจากปรับเว็บไซต์หนึ่งหรือสองครั้ง แต่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ วางแผน ปรับปรุง และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
บริษัท SEO อาจต้องเข้าถึงข้อมูลหรือระบบสำคัญของธุรกิจ เช่น
- ระบบหลังบ้านเว็บไซต์
- Google Search Console
- Google Analytics
- Google Business Profile
- ระบบ Hosting
- โครงสร้าง URL
- เนื้อหาบนเว็บไซต์
- ข้อมูลลูกค้าเป้าหมาย
- กลยุทธ์ทางการตลาด
หากผู้ให้บริการขาดประสบการณ์หรือใช้วิธีที่มีความเสี่ยง เว็บไซต์อาจเกิดปัญหา เช่น
- อันดับไม่ดีขึ้นตามเป้าหมาย
- เนื้อหาไม่ตรงกับกลุ่มลูกค้า
- คีย์เวิร์ดหลายหน้าชนกัน
- เว็บไซต์โหลดช้า
- URL เปลี่ยนโดยไม่มี Redirect
- สร้าง Backlink คุณภาพต่ำ
- Traffic เพิ่มแต่ไม่มีลูกค้า
- เจ้าของเว็บไซต์ไม่ทราบว่ามีการแก้อะไรบ้าง
- หยุดทำ SEO แล้วไม่สามารถดูแลงานต่อได้
การเลือกบริษัท SEO ที่ดีจึงควรพิจารณาทั้งความรู้ กระบวนการทำงาน ความโปร่งใส และความเข้าใจธุรกิจ
1. เริ่มจากกำหนดเป้าหมาย SEO ของธุรกิจ
ก่อนเลือกบริษัท SEO ควรกำหนดก่อนว่าธุรกิจต้องการผลลัพธ์แบบใด เพราะเป้าหมายที่แตกต่างกันต้องใช้แนวทางและทรัพยากรไม่เหมือนกัน
ตัวอย่างเป้าหมาย SEO ได้แก่
- เพิ่มผู้เข้าชมเว็บไซต์จาก Google
- เพิ่มจำนวนผู้ติดต่อ
- เพิ่มยอดขายสินค้า
- เพิ่มการจองบริการ
- ทำอันดับคีย์เวิร์ดในพื้นที่
- ทำให้ร้านติดผลการค้นหาบน Google Maps
- สร้างบทความเพื่อดึงลูกค้าใหม่
- ปรับเว็บไซต์เดิมที่มีปัญหา
- สร้างเว็บไซต์ใหม่ให้รองรับ SEO
- ลดการพึ่งพาโฆษณาในระยะยาว
- เพิ่มการมองเห็นแบรนด์
ไม่ควรกำหนดเป้าหมายเพียงว่า “อยากติดหน้าแรก” เพราะแม้เว็บไซต์จะติดอันดับในคีย์เวิร์ดบางคำ แต่หากคำนั้นไม่มีผู้ค้นหา หรือไม่เกี่ยวกับการซื้อ ก็อาจไม่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ
เป้าหมายที่ดีควรเชื่อมโยงกับตัวชี้วัด เช่น จำนวน Organic Traffic, Lead, Conversion, การโทร การส่งข้อความ หรือยอดขาย
2. ตรวจสอบว่าบริษัทเข้าใจธุรกิจหรือไม่
บริษัท SEO ที่ดีไม่ควรรีบเสนอแพ็กเกจทันทีโดยยังไม่เข้าใจธุรกิจ
ก่อนเริ่มงาน ผู้ให้บริการควรถามข้อมูล เช่น
- ธุรกิจขายสินค้าหรือบริการอะไร
- ลูกค้าหลักคือใคร
- พื้นที่ให้บริการอยู่ที่ไหน
- สินค้าหรือบริการใดทำกำไรดี
- คู่แข่งหลักคือใคร
- เว็บไซต์มีปัญหาอะไร
- เคยทำ SEO มาก่อนหรือไม่
- เป้าหมายในระยะ 6–12 เดือนคืออะไร
- ทีมลูกค้าสามารถผลิตเนื้อหาได้หรือไม่
- มีงบประมาณสำหรับงานส่วนอื่นหรือไม่
หากผู้ให้บริการเน้นเพียงจำนวนคีย์เวิร์ดหรือจำนวน Backlink โดยไม่สนใจโมเดลธุรกิจ อาจทำให้กลยุทธ์ที่ได้ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายจริง
3. ขอให้ตรวจเว็บไซต์เบื้องต้นก่อนเสนอราคา
ราคางาน SEO ควรอ้างอิงจากสภาพเว็บไซต์และการแข่งขัน ไม่ใช่ใช้ราคาเดียวกับทุกธุรกิจ
ก่อนเสนอราคา บริษัทควรตรวจสอบเบื้องต้นอย่างน้อยในหัวข้อ เช่น
- จำนวนหน้าในเว็บไซต์
- โครงสร้างเว็บไซต์
- คุณภาพเนื้อหา
- จำนวนบทความ
- ความเร็วเว็บไซต์
- ปัญหา Mobile
- สถานะ Indexing
- Duplicate Content
- Internal Link
- Backlink ปัจจุบัน
- คู่แข่งในผลการค้นหา
- ความยากของคีย์เวิร์ด
- ระบบเว็บไซต์ที่ใช้งาน
- ประวัติการทำ SEO เดิม
การตรวจเบื้องต้นช่วยให้ประเมินได้ว่างานต้องเน้น Technical SEO, Content, Local SEO, Backlink หรือหลายส่วนร่วมกัน
4. ตรวจสอบขอบเขตงานให้ชัดเจน
คำว่า “รับทำ SEO” อาจหมายถึงบริการที่แตกต่างกันมาก บริษัทหนึ่งอาจดูแลครบทั้งเว็บไซต์ ขณะที่อีกบริษัทอาจทำเฉพาะบทความหรือ Backlink
ควรถามให้ชัดเจนว่าค่าบริการรวมงานต่อไปนี้หรือไม่
| งาน SEO | ควรตรวจสอบอะไร |
|---|---|
| SEO Audit | ตรวจอะไรบ้าง และได้รับรายงานหรือไม่ |
| Keyword Research | ได้จำนวนกี่คำ และจัดตาม Search Intent หรือไม่ |
| On-Page SEO | ปรับหน้าใดบ้างต่อเดือน |
| Technical SEO | แก้ปัญหาเองหรือส่งคำแนะนำเท่านั้น |
| Content | รวมเขียนบทความหรือไม่ กี่บทความ |
| Internal Link | วางและปรับลิงก์ภายในหรือไม่ |
| Backlink | จำนวนเท่าไร มาจากเว็บไซต์ประเภทใด |
| Local SEO | รวม Google Business Profile หรือไม่ |
| Reporting | รายงานข้อมูลใดและส่งบ่อยแค่ไหน |
| Conversion Tracking | ตั้งค่าการโทร ฟอร์ม หรือการคลิกหรือไม่ |
| Website Editing | รวมค่าปรับเว็บไซต์หรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม |
| Image SEO | รวม Alt Text และการปรับขนาดภาพหรือไม่ |
ควรให้ขอบเขตงานระบุเป็นเอกสารหรือใบเสนอราคา ไม่ควรอาศัยเพียงคำพูดระหว่างการขาย
5. หลีกเลี่ยงบริษัทที่รับประกันอันดับหนึ่ง
ไม่มีบริษัทใดควรรับประกันได้ว่าเว็บไซต์จะติดอันดับหนึ่งใน Google ภายในระยะเวลาที่กำหนด เพราะอันดับขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่ผู้ให้บริการควบคุมไม่ได้ทั้งหมด เช่น
- การเปลี่ยนแปลง Algorithm
- คุณภาพเว็บไซต์คู่แข่ง
- พฤติกรรมผู้ค้นหา
- ความเก่าและความน่าเชื่อถือของโดเมน
- คุณภาพเนื้อหา
- ความสามารถในการแก้เว็บไซต์
- งบประมาณ
- การเปลี่ยนแปลงสินค้าและตลาด
สิ่งที่บริษัท SEO ควรให้ได้คือแผนงานที่ชัดเจน การประเมินตามข้อมูล และการรายงานความคืบหน้าอย่างโปร่งใส
คำพูดที่ควรระวัง เช่น
- รับประกันอันดับหนึ่งทุกคีย์เวิร์ด
- ติดหน้าแรกภายใน 7 วัน
- ทำครั้งเดียวอยู่อันดับถาวร
- มีสูตรลับที่ Google ไม่รู้
- สร้าง Backlink จำนวนมากโดยไม่มีความเสี่ยง
- ไม่ต้องแก้เว็บไซต์ก็ทำอันดับได้
บริษัทที่น่าเชื่อถือควรอธิบายทั้งโอกาส ข้อจำกัด และความเสี่ยง ไม่ใช่นำเสนอเฉพาะผลลัพธ์ด้านบวก
6. ตรวจสอบวิธีการเลือกคีย์เวิร์ด
บริษัท SEO ไม่ควรเลือกคีย์เวิร์ดจากจำนวนการค้นหาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณา Search Intent และความสัมพันธ์กับธุรกิจ
คีย์เวิร์ดอาจแบ่งได้เป็น
Informational Keyword
ผู้ค้นหาต้องการข้อมูล เช่น “SEO คืออะไร” หรือ “เว็บไซต์ช้าเกิดจากอะไร”
คีย์เวิร์ดประเภทนี้เหมาะกับบทความและการสร้างความน่าเชื่อถือ
Commercial Keyword
ผู้ค้นหากำลังเปรียบเทียบก่อนซื้อ เช่น “บริษัทรับทำ SEO เลือกอย่างไร” หรือ “SEO ราคาเท่าไร”
คีย์เวิร์ดกลุ่มนี้อยู่ใกล้การตัดสินใจซื้อ
Transactional Keyword
ผู้ค้นหาต้องการซื้อหรือจ้าง เช่น “รับทำ SEO” หรือ “บริษัท SEO กรุงเทพ”
ควรนำไปใช้กับหน้าบริการหรือ Landing Page
Local Keyword
ผู้ค้นหาต้องการบริการในพื้นที่ เช่น “รับทำ SEO หาดใหญ่” หรือ “บริษัท SEO สงขลา”
เหมาะกับธุรกิจที่ให้บริการเป็นพื้นที่
บริษัทที่ดีควรวาง Keyword Mapping ว่าคีย์เวิร์ดแต่ละกลุ่มควรอยู่หน้าใด เพื่อป้องกันหลายหน้าแข่งขันกันเอง
7. ตรวจสอบคุณภาพของเนื้อหา
SEO ที่ดีไม่ควรเน้นเพียงการใส่คีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ แต่ต้องสร้างเนื้อหาที่ตอบคำถามผู้ใช้ได้จริง
ควรสอบถามว่าเนื้อหาจะถูกจัดทำอย่างไร
- ใครเป็นผู้เขียน
- มีการตรวจข้อเท็จจริงหรือไม่
- ลูกค้าสามารถตรวจและแก้ไขก่อนเผยแพร่หรือไม่
- มีการวิเคราะห์คู่แข่งหรือไม่
- เนื้อหาจัดตาม Search Intent หรือไม่
- มีการวาง Internal Link หรือไม่
- ใส่ CTA หรือไม่
- มีการอัปเดตบทความเดิมหรือไม่
- ตรวจความซ้ำของเนื้อหาหรือไม่
- มีการใช้ข้อมูลจากธุรกิจจริงหรือไม่
ควรระวังเนื้อหาที่เขียนกว้างเกินไป ใช้ข้อความซ้ำหลายหน้า หรือผลิตจำนวนมากโดยไม่มีการตรวจสอบ เพราะอาจไม่สร้างทั้งอันดับและความน่าเชื่อถือ
8. สอบถามเรื่อง Backlink อย่างละเอียด
Backlink เป็นลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่เชื่อมมายังเว็บไซต์ของธุรกิจ ซึ่งอาจช่วยด้านความน่าเชื่อถือ แต่ก็มีความเสี่ยงหากได้ลิงก์จากแหล่งคุณภาพต่ำ
ควรถามบริษัท SEO ว่า
- Backlink มาจากเว็บไซต์ประเภทใด
- เว็บไซต์เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือไม่
- มี Traffic จริงหรือไม่
- เป็นบทความใหม่หรือหน้าที่มีอยู่แล้ว
- สามารถดูตัวอย่างเว็บไซต์ได้หรือไม่
- ใช้ Anchor Text แบบใด
- เป็นลิงก์ถาวรหรือมีระยะเวลา
- มีการรายงาน URL หรือไม่
- มีการสร้างลิงก์จำนวนมากในระยะสั้นหรือไม่
- มีลิงก์จากเว็บไซต์สแปมหรือไม่
- หากลิงก์ถูกลบมีการทดแทนหรือไม่
ไม่ควรตัดสินคุณภาพ Backlink จากตัวเลข Domain Authority หรือ Domain Rating เพียงค่าเดียว เพราะตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าจากเครื่องมือภายนอก ไม่ใช่คะแนนโดยตรงจาก Google
ควรดูทั้งความเกี่ยวข้อง คุณภาพเนื้อหา การมีผู้ใช้งานจริง และรูปแบบการวางลิงก์
9. ตรวจสอบผลงานและกรณีศึกษา
ผลงานที่ผ่านมาเป็นข้อมูลสำคัญ แต่ควรตรวจอย่างมีเหตุผล
กรณีศึกษาที่ดีควรอธิบายว่า
- เว็บไซต์เริ่มต้นจากปัญหาอะไร
- เป้าหมายคืออะไร
- มีการปรับอะไรบ้าง
- ใช้เวลาประมาณเท่าไร
- Traffic เปลี่ยนแปลงอย่างไร
- Lead หรือ Conversion เปลี่ยนหรือไม่
- มีข้อจำกัดอะไร
- ผลลัพธ์เกิดจาก SEO ส่วนใด
ไม่ควรพิจารณาเพียงภาพอันดับคีย์เวิร์ด เพราะอาจเป็นคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันต่ำ ไม่มีผู้ค้นหา หรือไม่สร้างรายได้
นอกจากนี้ ผลลัพธ์ของลูกค้ารายเดิมไม่สามารถรับประกันว่าจะเกิดขึ้นเหมือนกันกับทุกธุรกิจ เพราะการแข่งขัน เว็บไซต์ งบประมาณ และตลาดแตกต่างกัน
10. ดูว่ารายงาน SEO วัดอะไรบ้าง
รายงาน SEO ไม่ควรมีเพียงจำนวน Backlink หรืออันดับคีย์เวิร์ด แต่ควรช่วยให้เจ้าของธุรกิจทราบว่างานที่ทำส่งผลอย่างไร
ข้อมูลที่ควรมีในรายงาน ได้แก่
- งานที่ดำเนินการในเดือนนั้น
- หน้าที่ได้รับการปรับ
- บทความที่เผยแพร่
- ปัญหา Technical SEO ที่พบ
- ปัญหาที่แก้ไขแล้ว
- Organic Traffic
- Impression
- Click
- CTR
- อันดับคีย์เวิร์ด
- Landing Page ที่มีผู้เข้าชม
- Conversion หรือจำนวน Lead
- Backlink ที่สร้าง
- แผนงานเดือนถัดไป
- สิ่งที่ต้องการให้ลูกค้าดำเนินการ
ควรสอบถามด้วยว่าลูกค้าจะได้รับสิทธิ์เข้าถึง Google Analytics และ Google Search Console หรือไม่
บัญชีเหล่านี้ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าของธุรกิจ ไม่ควรผูกไว้กับบัญชีของผู้ให้บริการเพียงฝ่ายเดียว
11. พิจารณาการสื่อสารและผู้รับผิดชอบงาน
SEO เป็นงานต่อเนื่องที่ต้องมีการติดต่อระหว่างผู้ให้บริการกับธุรกิจ
ควรถามว่า
- ใครเป็นผู้ดูแลโครงการ
- ติดต่อผ่านช่องทางใด
- ตอบกลับภายในกี่วัน
- มีการประชุมสรุปหรือไม่
- ส่งรายงานเมื่อใด
- ใครเป็นผู้อนุมัติเนื้อหา
- หากเว็บไซต์มีปัญหาเร่งด่วนต้องติดต่อใคร
- ลูกค้าจะเห็นแผนงานล่วงหน้าหรือไม่
บริษัทที่มีระบบการสื่อสารชัดเจนจะช่วยลดความล่าช้า โดยเฉพาะงานที่ต้องขอข้อมูล อนุมัติบทความ หรือแก้ไขเว็บไซต์
12. ตรวจสอบสัญญาและสิทธิ์ในผลงาน
ก่อนเริ่มงานควรตรวจรายละเอียดในสัญญาหรือใบเสนอราคาให้ครบถ้วน
หัวข้อที่ควรมี ได้แก่
- ระยะเวลาสัญญา
- ค่าบริการ
- วันชำระเงิน
- ขอบเขตงาน
- จำนวนหน้าและบทความ
- จำนวนรอบแก้ไข
- ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายอื่น
- สิทธิ์ในบทความและกราฟิก
- สิทธิ์ในบัญชีเครื่องมือ
- การเก็บรักษาข้อมูล
- เงื่อนไขยกเลิกสัญญา
- การส่งมอบข้อมูลเมื่อเลิกใช้บริการ
- เงื่อนไขเกี่ยวกับ Backlink
- งานที่ไม่รวมในแพ็กเกจ
เมื่อสิ้นสุดสัญญา เจ้าของธุรกิจควรยังสามารถใช้งานเว็บไซต์ เนื้อหา บัญชี Analytics, Search Console และข้อมูลที่จัดทำขึ้นได้ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน
ตารางเปรียบเทียบบริษัท SEO ก่อนตัดสินใจ
สามารถใช้ตารางนี้เพื่อเปรียบเทียบผู้ให้บริการหลายราย
| เกณฑ์ | บริษัท A | บริษัท B | บริษัท C |
|---|---|---|---|
| เข้าใจธุรกิจและกลุ่มเป้าหมาย | |||
| ตรวจเว็บไซต์ก่อนเสนอราคา | |||
| ขอบเขตงานชัดเจน | |||
| มี Technical SEO | |||
| รวม Content SEO | |||
| อธิบาย Backlink โปร่งใส | |||
| มีตัวอย่างรายงาน | |||
| วัด Lead หรือ Conversion | |||
| มี Case Study | |||
| ไม่รับประกันอันดับเกินจริง | |||
| ลูกค้าเป็นเจ้าของบัญชีข้อมูล | |||
| ระยะสัญญาเหมาะสม | |||
| การสื่อสารชัดเจน | |||
| ราคาสอดคล้องกับขอบเขตงาน |
ไม่จำเป็นต้องเลือกบริษัทที่มีราคาต่ำที่สุด แต่ควรเลือกบริษัทที่อธิบายได้ชัดเจนว่ากำลังทำอะไร ทำไปเพื่ออะไร และจะวัดผลอย่างไร
บริษัท SEO ราคาเท่าไร
ราคาทำ SEO แตกต่างกันตามขอบเขตงาน ความยากของคีย์เวิร์ด ขนาดเว็บไซต์ และระดับการแข่งขัน
ปัจจัยที่มีผลต่อราคา ได้แก่
- จำนวนคีย์เวิร์ด
- จำนวนหน้าที่ต้องปรับ
- จำนวนบทความต่อเดือน
- คุณภาพและจำนวน Backlink
- ปัญหา Technical SEO
- ประเภทเว็บไซต์
- จำนวนสินค้าและหมวดหมู่
- พื้นที่เป้าหมาย
- จำนวนคู่แข่ง
- การรองรับหลายภาษา
- การแก้ไขเว็บไซต์
- การติดตาม Conversion
- ระยะเวลาโครงการ
ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ธุรกิจท้องถิ่นที่มีบริการไม่กี่ประเภท อาจใช้งบและทรัพยากรน้อยกว่าเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ที่มีสินค้าหลายร้อยรายการ
ควรขอใบเสนอราคาที่แยกรายละเอียด ไม่ควรเปรียบเทียบราคาโดยไม่ดูว่าบริการแต่ละรายรวมงานอะไรบ้าง
ทำ SEO ต้องใช้เวลานานแค่ไหน
SEO โดยทั่วไปต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์ ปรับเว็บไซต์ รอให้ Search Engine ประมวลผล และสร้างความน่าเชื่อถือ
ระยะเวลาขึ้นอยู่กับ
- สภาพเว็บไซต์เดิม
- อายุโดเมน
- การแข่งขัน
- คุณภาพเนื้อหา
- ความเร็วในการอนุมัติงาน
- ความสามารถในการแก้เว็บไซต์
- จำนวนคู่แข่ง
- งบประมาณ
- ความต่อเนื่องของการทำงาน
บางเว็บไซต์อาจเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของ Impression และ Click ก่อน ส่วนอันดับและ Lead อาจต้องใช้เวลามากกว่า
บริษัทที่น่าเชื่อถือควรให้กรอบเวลาโดยประมาณ พร้อมอธิบายปัจจัยที่อาจทำให้เร็วหรือช้า ไม่ควรกำหนดวันที่ติดอันดับแบบตายตัว
คำถามที่ควรถามบริษัท SEO ก่อนจ้าง
ก่อนตัดสินใจ ควรถามคำถามต่อไปนี้
- บริษัทจะเริ่มต้นตรวจอะไรในเว็บไซต์บ้าง
- คีย์เวิร์ดจะถูกเลือกจากอะไร
- ค่าบริการรวมการแก้เว็บไซต์หรือไม่
- รวมการเขียนบทความกี่บทความต่อเดือน
- ใครเป็นผู้เขียนและตรวจเนื้อหา
- มีการทำ Technical SEO หรือไม่
- Backlink มาจากเว็บไซต์ประเภทใด
- ได้รับรายงาน Backlink หรือไม่
- วัดผลจาก Traffic, Lead หรืออันดับ
- จะได้รับรายงานบ่อยแค่ไหน
- ลูกค้าเข้าถึง Analytics และ Search Console ได้หรือไม่
- มี Case Study ที่ใกล้เคียงกับธุรกิจหรือไม่
- ต้องทำสัญญากี่เดือน
- ยกเลิกสัญญาได้อย่างไร
- เมื่อเลิกใช้บริการจะได้รับข้อมูลอะไรกลับมา
- มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมส่วนใดบ้าง
- ใครเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ
- แผนงานในสามเดือนแรกมีอะไรบ้าง
บริษัทที่ตอบคำถามได้ชัดเจนและไม่หลีกเลี่ยงเรื่องความเสี่ยง มักมีความน่าเชื่อถือมากกว่าผู้ให้บริการที่เน้นขายผลลัพธ์อย่างเดียว
สัญญาณเตือนที่ควรระวัง
ควรพิจารณาให้รอบคอบ หากพบลักษณะต่อไปนี้
- รับประกันอันดับหนึ่ง
- ไม่ยอมอธิบายวิธีทำงาน
- ไม่ตรวจเว็บไซต์ก่อนเสนอราคา
- เน้นจำนวน Backlink มากผิดปกติ
- ไม่แสดงเว็บไซต์ที่สร้างลิงก์
- ใช้คีย์เวิร์ดเดียวกันหลายหน้า
- ไม่มีรายงานงานที่ทำ
- ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลไม่ได้
- สร้างบัญชี Analytics ในนามบริษัทผู้ให้บริการ
- ไม่ระบุขอบเขตงานในสัญญา
- ใช้บทความซ้ำหรือคุณภาพต่ำ
- เสนอราคาต่ำมากโดยไม่อธิบายขอบเขต
- เปลี่ยน URL จำนวนมากโดยไม่มีแผน Redirect
- ไม่สนใจ Conversion หรือผลลัพธ์ทางธุรกิจ
- แนะนำให้ลบเนื้อหาเดิมโดยไม่วิเคราะห์ข้อมูล
สัญญาณเพียงข้อเดียวอาจยังไม่สรุปว่าบริษัทนั้นไม่ดี แต่หากพบหลายข้อร่วมกันควรขอรายละเอียดเพิ่มเติมหรือเปรียบเทียบกับผู้ให้บริการรายอื่น
บริษัท SEO แบบไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณ
ผู้ให้บริการที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจ เป้าหมาย และทรัพยากรภายในองค์กร
ธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจท้องถิ่น
ควรมองหาบริษัทที่มีความรู้ด้าน Local SEO, Google Business Profile, Local Landing Page และคีย์เวิร์ดตามพื้นที่
ธุรกิจบริการ
ควรเน้นบริษัทที่สามารถวาง Service Page, Content Cluster, Case Study และระบบวัด Lead ได้
ร้านค้าออนไลน์
ควรมีประสบการณ์ด้าน Category Page, Product Page, Faceted Navigation, Schema, Duplicate Content และ Technical SEO สำหรับเว็บไซต์ขนาดใหญ่
บริษัท B2B
ควรเข้าใจ Sales Funnel, Lead Generation, บทความเชิงความรู้ และคีย์เวิร์ดที่มีจำนวนค้นหาไม่สูงแต่มีมูลค่าต่อ Lead สูง
เว็บไซต์ที่มีปัญหาเดิม
ควรเลือกบริษัทที่มีความสามารถด้าน SEO Audit, Technical SEO, Migration และ Recovery มากกว่าการเน้นเขียนบทความเพียงอย่างเดียว
จ้างบริษัท SEO หรือทำเองดีกว่า
| หัวข้อ | ทำ SEO เอง | จ้างบริษัท SEO |
|---|---|---|
| ค่าใช้จ่าย | ประหยัดค่าบริการ | มีค่าบริการรายเดือนหรือรายโครงการ |
| เวลา | ต้องศึกษาและลงมือเอง | ลดภาระทีมภายใน |
| เครื่องมือ | ต้องจัดหาเอง | ผู้ให้บริการมักมีเครื่องมือพร้อม |
| ความเชี่ยวชาญ | ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ | ได้ทีมหลายด้าน |
| การแก้ปัญหา | อาจใช้เวลาทดลอง | มีขั้นตอนและประสบการณ์มากกว่า |
| ความต่อเนื่อง | ขึ้นอยู่กับเวลาของทีม | มีแผนงานตามสัญญา |
| ความเข้าใจธุรกิจ | ทีมภายในเข้าใจดีที่สุด | ต้องถ่ายทอดข้อมูลให้ผู้ให้บริการ |
| การควบคุมงาน | ควบคุมได้เต็มที่ | ต้องกำหนดระบบอนุมัติและรายงาน |
การทำ SEO เองเหมาะกับธุรกิจที่มีทีม Content, Developer และ Marketing พร้อม ส่วนการจ้างบริษัท SEO เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการทีมดูแลครบ หรือไม่มีเวลาจัดการทุกส่วนภายใน
บางธุรกิจอาจใช้รูปแบบร่วมกัน เช่น ทีมภายในให้ข้อมูลและอนุมัติเนื้อหา ส่วนบริษัท SEO ดูแลกลยุทธ์ Technical SEO และการวิเคราะห์ผล
สรุปบริษัทรับทำ SEO เลือกอย่างไร
การเลือกบริษัทรับทำ SEO ควรเริ่มจากเป้าหมายทางธุรกิจ ไม่ใช่เริ่มจากราคาหรือคำรับประกันอันดับ
บริษัทที่ดีควร
- เข้าใจธุรกิจและลูกค้าเป้าหมาย
- ตรวจเว็บไซต์ก่อนวางแผน
- อธิบายขอบเขตงานชัดเจน
- เลือกคีย์เวิร์ดตาม Search Intent
- ให้ความสำคัญกับคุณภาพเนื้อหา
- โปร่งใสเรื่อง Backlink
- รายงานทั้งงานที่ทำและผลลัพธ์
- วัด Traffic, Lead และ Conversion
- ไม่รับประกันผลเกินจริง
- ให้เจ้าของธุรกิจควบคุมบัญชีและข้อมูล
- มีสัญญาและเงื่อนไขส่งมอบชัดเจน
ก่อนตัดสินใจ ควรเปรียบเทียบผู้ให้บริการอย่างน้อย 2–3 ราย โดยใช้ขอบเขตงานและวิธีวัดผลเป็นหลัก ไม่ควรดูเพียงราคาแพ็กเกจต่อเดือน
ปรึกษาบริการรับทำ SEO กับ Moon Knight Creator
Moon Knight Creator ให้บริการรับทำ SEO สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจ เว็บไซต์บริการ และเว็บไซต์ WordPress โดยเริ่มจากการตรวจสอบโครงสร้างเว็บไซต์ วิเคราะห์คีย์เวิร์ด คู่แข่ง และเป้าหมายของธุรกิจ
ขอบเขตบริการสามารถครอบคลุม
- SEO Audit
- Keyword Research
- On-Page SEO
- Technical SEO
- Content Optimization
- Internal Link
- Content Planning
- Local SEO
- Backlink
- รายงานและติดตามผล
ส่ง URL เว็บไซต์ ประเภทธุรกิจ กลุ่มลูกค้า และเป้าหมายที่ต้องการ เพื่อประเมินปัญหาเบื้องต้นและจัดทำขอบเขตงานให้เหมาะกับเว็บไซต์ของคุณ
ต้องการทราบว่าเว็บไซต์ควรเริ่มทำ SEO จากจุดใด
[ปุ่ม: ดูรายละเอียดบริการรับทำ SEO]
[ปุ่ม: ขอรับการประเมินเว็บไซต์]
[ปุ่ม: ขอใบเสนอราคา]
ติดต่อเรา
- Facebook: Moon Knight Creator
- LINE: @moonknightcreator
- เว็บไซต์: www.moonknightcreator.com
- แผนที่: Moon Knight Creator




