
การตรวจสอบ Backlink ของคู่แข่งเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจว่าเว็บไซต์ในอุตสาหกรรมเดียวกันได้รับการกล่าวถึงและเชื่อมโยงจากแหล่งใด รวมถึงเนื้อหาประเภทไหนที่มีโอกาสได้รับลิงก์จากเว็บไซต์อื่น
ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้วางแผน SEO ได้หลายด้าน เช่น
- หาเว็บไซต์ที่อาจสนใจเนื้อหาของเรา
- ค้นหาไดเรกทอรีหรือสมาคมในอุตสาหกรรม
- วิเคราะห์บทความที่ได้รับ Backlink จำนวนมาก
- หาโอกาสประชาสัมพันธ์แบรนด์
- วางแผนสร้างคู่มือ งานวิจัย เครื่องมือ หรือข้อมูลที่คนอยากอ้างอิง
- ตรวจว่าคู่แข่งได้รับลิงก์จากข่าว รีวิว พาร์ตเนอร์ หรือเว็บไซต์ประเภทใด
- หา Link Gap หรือเว็บไซต์ที่ลิงก์ไปหาคู่แข่ง แต่ยังไม่ลิงก์มายังเรา
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายไม่ควรเป็นการสร้าง Backlink ให้ได้จำนวนมากที่สุด หรือพยายามทำลิงก์ตามคู่แข่งทุกแห่ง เพราะ Backlink แต่ละลิงก์มีคุณภาพ บริบท และวัตถุประสงค์แตกต่างกัน
Google ระบุว่าใช้ลิงก์เป็นหนึ่งในสัญญาณเพื่อค้นพบหน้าใหม่และทำความเข้าใจความเกี่ยวข้องของหน้า ขณะเดียวกัน การสร้างลิงก์เพื่อควบคุมอันดับโดยไม่เป็นธรรมอาจเข้าข่าย Link Spam ได้
บทความนี้จะอธิบายวิธีตรวจสอบ Backlink ของคู่แข่งตั้งแต่การเลือกคู่แข่ง การอ่านรายงาน การคัดกรองคุณภาพ ไปจนถึงการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นแผน SEO ที่นำไปใช้ได้จริง
หัวข้อ
Backlink คืออะไร
Backlink คือลิงก์จากเว็บไซต์ภายนอกที่เชื่อมมายังหน้าใดหน้าหนึ่งบนเว็บไซต์ของเรา
ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ข่าวเขียนบทความเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ แล้วใส่ลิงก์มายังหน้าบริการหรือบทความบนเว็บไซต์ ลิงก์นั้นถือเป็น Backlink
Backlink สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายแหล่ง เช่น
- บทความข่าว
- บทความแนะนำ
- รีวิวสินค้าและบริการ
- เว็บไซต์ของพาร์ตเนอร์
- สมาคมวิชาชีพ
- ไดเรกทอรีธุรกิจ
- กรณีศึกษา
- งานวิจัย
- บทสัมภาษณ์
- Podcast
- เว็บไซต์มหาวิทยาลัย
- แหล่งรวมเครื่องมือ
- หน้าทรัพยากร
- บทความรับเชิญ
- การอ้างอิงข้อมูลหรือสถิติ
Backlink ที่ดีควรเกิดจากบริบทที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน ไม่ใช่เพียงมีลิงก์อยู่ในหน้าใดหน้าหนึ่งเท่านั้น
ทำไมต้องตรวจสอบ Backlink ของคู่แข่ง
การวิเคราะห์ Backlink คู่แข่งช่วยให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตลาด มากกว่าการคาดเดาว่าควรไปสร้างลิงก์ที่ไหน
ประโยชน์หลักประกอบด้วย
เห็นแหล่งลิงก์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม
หากเว็บไซต์หนึ่งลิงก์ไปยังคู่แข่งหลายราย แสดงว่าเว็บไซต์นั้นอาจสนใจธุรกิจหรือเนื้อหาในอุตสาหกรรมนี้อยู่แล้ว
เห็นรูปแบบ Content ที่ได้รับการอ้างอิง
บางครั้งคู่แข่งไม่ได้รับลิงก์จากหน้าบริการ แต่ได้รับจากบทความประเภทต่าง ๆ เช่น
- รายงานสถิติ
- ตารางเปรียบเทียบ
- คู่มือเชิงลึก
- เครื่องมือคำนวณ
- Template
- Checklist
- กรณีศึกษา
- Infographic
ข้อมูลนี้ช่วยให้เราวางแผนสร้าง Linkable Asset ได้ตรงขึ้น
หา Link Gap
Link Gap คือเว็บไซต์หรือโดเมนที่ลิงก์ไปยังคู่แข่ง แต่ยังไม่ได้ลิงก์มายังเว็บไซต์ของเรา
เครื่องมืออย่าง Ahrefs Link Intersect และ Semrush Backlink Gap ถูกออกแบบมาเพื่อเปรียบเทียบแหล่งลิงก์ของหลายเว็บไซต์ และค้นหา Referring Domain ที่คู่แข่งมีแต่เว็บไซต์เป้าหมายยังไม่มี
เข้าใจกลยุทธ์ประชาสัมพันธ์ของคู่แข่ง
จาก Backlink สามารถพอเห็นได้ว่าคู่แข่งเน้นช่องทางใด เช่น
- ข่าวประชาสัมพันธ์
- Influencer และ Blogger
- พาร์ตเนอร์
- สมาคมธุรกิจ
- บทความให้ความรู้
- งานอีเวนต์
- งานวิจัย
- Scholarship
- Sponsorship
- Local Citation
หาหน้าเว็บไซต์ที่ควรพัฒนา
หากพบว่าบทความคู่แข่งเรื่องหนึ่งได้รับ Backlink จากหลายเว็บไซต์ แสดงว่าหัวข้อนั้นอาจมีคุณค่าเชิงอ้างอิง
แต่ไม่ควรคัดลอกบทความ ควรวิเคราะห์ว่าหน้าเดิมยังขาดข้อมูลอะไร และเราสามารถสร้างเนื้อหาที่มีประโยชน์กว่าอย่างไร
Backlink กับ Referring Domain ต่างกันอย่างไร
สองคำนี้ควรแยกให้ชัดเจน
Backlink
หมายถึงจำนวนลิงก์ทั้งหมดที่เชื่อมมายังเว็บไซต์
ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ A ใส่ลิงก์มายังเว็บไซต์ของคุณจากบทความ 20 หน้า เท่ากับอาจมี Backlink 20 ลิงก์
Referring Domain
หมายถึงจำนวนโดเมนที่ส่งลิงก์มายังเว็บไซต์
จากตัวอย่างเดิม แม้มี Backlink 20 ลิงก์ แต่ทั้งหมดมาจากเว็บไซต์ A แห่งเดียว จึงนับเป็น Referring Domain เพียง 1 โดเมน
การวิเคราะห์คู่แข่งจึงไม่ควรดูเพียงจำนวน Backlink เพราะลิงก์จำนวนมากอาจมาจากเว็บไซต์ไม่กี่แห่ง หรือเกิดจากลิงก์ที่แสดงซ้ำใน Footer และ Sidebar
เลือกคู่แข่งสำหรับตรวจ Backlink อย่างไร
การเลือกคู่แข่งผิดอาจทำให้ได้รายชื่อลิงก์ที่ไม่เกี่ยวข้อง
ควรแยกคู่แข่งออกเป็นอย่างน้อย 3 ประเภท
1. คู่แข่งทางธุรกิจ
คือบริษัทที่ขายสินค้าหรือบริการใกล้เคียงกัน และมีกลุ่มลูกค้าคล้ายกัน
ตัวอย่างเช่น บริษัทรับทำเว็บไซต์ อาจเลือกบริษัทรับทำเว็บไซต์รายอื่นเป็นคู่แข่งทางธุรกิจ
2. คู่แข่งในผลการค้นหา
คือเว็บไซต์ที่ปรากฏใน Google สำหรับคีย์เวิร์ดที่คุณต้องการ แม้จะไม่ใช่คู่แข่งทางธุรกิจโดยตรง
ตัวอย่างเช่น คีย์ “วิธีเลือกบริษัทรับทำเว็บไซต์” อาจมีทั้ง
- บริษัทรับทำเว็บไซต์
- เว็บไซต์ข่าวไอที
- Blog การตลาด
- เว็บไซต์รีวิว
- แพลตฟอร์มหางาน Freelance
เว็บไซต์เหล่านี้ถือเป็นคู่แข่งด้านเนื้อหาในผลการค้นหา
3. คู่แข่งระดับหน้า
บางครั้งไม่ควรเปรียบเทียบทั้งโดเมน แต่ควรเปรียบเทียบเฉพาะหน้าที่แข่งขันกับเรา
ตัวอย่างเช่น หากต้องการผลักดันบทความ “On-Page SEO คืออะไร” ควรตรวจ Backlink ของบทความที่ติดอันดับในหัวข้อเดียวกัน ไม่ใช่ดู Backlink ทั้งเว็บไซต์ของคู่แข่งเพียงอย่างเดียว
ควรเลือกคู่แข่งกี่เว็บไซต์
สำหรับการเริ่มต้น สามารถเลือกประมาณ 3–5 เว็บไซต์ โดยควรมีความหลากหลาย เช่น
- คู่แข่งขนาดใกล้เคียง
- คู่แข่งที่มีอันดับดีกว่า
- เว็บไซต์สื่อหรือผู้เผยแพร่เนื้อหา
- เว็บไซต์เฉพาะทางที่มีความน่าเชื่อถือ
- คู่แข่งในพื้นที่ หากทำ Local SEO
Semrush Backlink Gap รองรับการเปรียบเทียบเว็บไซต์แข่งขันได้หลายเว็บไซต์พร้อมกัน ส่วน Ahrefs Link Intersect สามารถแสดงโดเมนหรือหน้าที่ลิงก์ไปยังคู่แข่งบางรายหรือทุกราย แต่ยังไม่ลิงก์มายังเว็บไซต์เป้าหมาย
เครื่องมือสำหรับตรวจ Backlink คู่แข่ง
ไม่มีเครื่องมือใดเห็น Backlink บนอินเทอร์เน็ตได้ครบทั้งหมด เพราะแต่ละระบบมีฐานข้อมูลและ Web Crawler ของตนเอง
ผลลัพธ์จากเครื่องมือต่างกันได้ จึงควรใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์แนวโน้ม ไม่ควรมองว่าเป็นจำนวนลิงก์จริงทั้งหมดแบบสมบูรณ์
Ahrefs
ฟังก์ชันที่ใช้บ่อย ได้แก่
- Site Explorer
- Backlinks
- Referring Domains
- Best by Links
- Anchors
- Link Intersect
- Broken Backlinks
Ahrefs Link Intersect ใช้ค้นหาเว็บไซต์ที่ลิงก์ไปยังคู่แข่ง แต่ยังไม่ลิงก์มายังเว็บไซต์ของเราได้โดยตรง
Semrush
ฟังก์ชันที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
- Backlink Analytics
- Backlink Gap
- Backlink Audit
- Referring Domains
- Indexed Pages
- Anchors
- Network Graph
Backlink Gap สามารถเปรียบเทียบโปรไฟล์ลิงก์ของคู่แข่งและกรองหา Referring Domain ที่คู่แข่งได้รับ แต่เว็บไซต์ของเรายังไม่มี
Moz Link Explorer
สามารถใช้ตรวจข้อมูล เช่น
- Linking Domains
- Inbound Links
- Anchor Text
- Top Pages
- Link Intersect
เหมาะสำหรับตรวจภาพรวมและเปรียบเทียบเว็บไซต์หลายแห่ง
Majestic
มีตัวชี้วัดและรายงานที่เน้นความสัมพันธ์ของลิงก์ เช่น
- Trust Flow
- Citation Flow
- Topical Trust Flow
- Referring Domains
- Backlink History
เหมาะกับการดูเครือข่ายและหัวข้อของแหล่งลิงก์เพิ่มเติม
Google Search Console
Google Search Console ไม่สามารถใช้ดู Backlink ของคู่แข่งได้ แต่ใช้ตรวจตัวอย่างลิงก์ที่ Google พบสำหรับเว็บไซต์ของเราเอง
จึงเหมาะกับการนำข้อมูลของเว็บไซต์ตนเองมาเปรียบเทียบกับรายงานจากเครื่องมือภายนอก
วิธีตรวจสอบ Backlink ของคู่แข่งทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 กำหนดเป้าหมายก่อนตรวจ
ก่อนเปิดเครื่องมือควรกำหนดว่าจะนำข้อมูลไปใช้ทำอะไร
ตัวอย่างเป้าหมาย ได้แก่
- หาเว็บไซต์สำหรับ Outreach
- หาโอกาส Guest Post
- หาไดเรกทอรีในอุตสาหกรรม
- หาเว็บไซต์ข่าว
- หา Broken Link
- หา Link Gap
- วิเคราะห์หน้าที่ได้ลิงก์มากที่สุด
- วางแผน Digital PR
- สร้าง Content ที่มีโอกาสได้รับการอ้างอิง
หากไม่มีเป้าหมาย รายงานอาจมีลิงก์หลายพันรายการแต่ไม่รู้ว่าควรเริ่มจากจุดใด
ขั้นตอนที่ 2 รวบรวม URL คู่แข่ง
สร้างรายการอย่างน้อย 3–5 เว็บไซต์ พร้อมแยกว่าเป็น
- คู่แข่งทางธุรกิจ
- คู่แข่งด้าน SEO
- คู่แข่งเฉพาะหน้า
- สื่อหรือเว็บไซต์อ้างอิงในอุตสาหกรรม
ควรบันทึกทั้ง Domain และ URL ของหน้าที่ต้องการตรวจ
ตัวอย่างตาราง:
| คู่แข่ง | ประเภท | URL ที่ตรวจ | เหตุผล |
|---|---|---|---|
| เว็บไซต์ A | คู่แข่งธุรกิจ | Homepage | ให้บริการใกล้เคียง |
| เว็บไซต์ B | คู่แข่ง SEO | บทความเป้าหมาย | ติดอันดับคีย์เดียวกัน |
| เว็บไซต์ C | เว็บไซต์สื่อ | บทความหมวดเดียวกัน | มีเนื้อหาได้รับลิงก์สูง |
| เว็บไซต์ D | คู่แข่งในพื้นที่ | หน้าบริการพื้นที่ | แข่งขัน Local SEO |
ขั้นตอนที่ 3 ตรวจภาพรวมโปรไฟล์ Backlink
นำ Domain คู่แข่งเข้าเครื่องมือ แล้วบันทึกข้อมูลพื้นฐาน เช่น
- จำนวน Backlink
- จำนวน Referring Domain
- จำนวนลิงก์ใหม่และลิงก์ที่หาย
- ประเทศของแหล่งลิงก์
- ประเภทเว็บไซต์ที่ลิงก์
- Anchor Text
- หน้าที่ได้รับลิงก์มากที่สุด
- สัดส่วน Follow และ Nofollow
- ลิงก์จากหน้าแรกหรือหน้าภายใน
- ลิงก์จากข้อความ รูปภาพ Footer หรือ Sidebar
อย่าเพิ่งตัดสินจากคะแนน Domain หรือจำนวน Backlink เพียงอย่างเดียว ควรเปิดดูหน้าต้นทางจริงด้วย
ขั้นตอนที่ 4 ตรวจ Referring Domains
เริ่มจากรายงาน Referring Domains เพราะช่วยลดความซ้ำจากลิงก์จำนวนมากภายในเว็บไซต์เดียว
จัดกลุ่มแหล่งลิงก์ เช่น
- ข่าวและสื่อ
- Blog
- เว็บไซต์ธุรกิจ
- สมาคม
- มหาวิทยาลัย
- หน่วยงานรัฐ
- พาร์ตเนอร์
- Supplier
- ลูกค้า
- Directory
- Forum
- Social Profile
- เว็บไซต์ Coupon
- เว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้อง
- เว็บไซต์คุณภาพต่ำ
จากนั้นเลือกเปิดดูเฉพาะโดเมนที่เกี่ยวข้องและมีโอกาสนำไปใช้จริง
ขั้นตอนที่ 5 ตรวจหน้าที่ได้รับ Backlink มากที่สุด
รายงานประเภท Best by Links หรือ Indexed Pages ช่วยให้เห็นว่าเนื้อหาประเภทใดของคู่แข่งได้รับการอ้างอิง
ควรบันทึกข้อมูลต่อไปนี้
- ชื่อหน้า
- URL
- ประเภทเนื้อหา
- จำนวน Referring Domain
- เหตุผลที่คนน่าจะลิงก์
- เนื้อหายังทันสมัยหรือไม่
- มีข้อมูลที่เราสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นหรือไม่
ตัวอย่าง:
| หน้าคู่แข่ง | ประเภท Content | เหตุผลที่ได้รับลิงก์ | แนวทางของเรา |
|---|---|---|---|
| รายงานสถิติอุตสาหกรรม | Data Content | มีตัวเลขให้อ้างอิง | ทำข้อมูลล่าสุดพร้อมแหล่งที่มา |
| คู่มือฉบับสมบูรณ์ | Pillar Page | ครอบคลุมและอ่านง่าย | เพิ่ม Checklist และตัวอย่างจริง |
| เครื่องมือคำนวณ | Interactive Tool | ใช้งานได้จริง | สร้างเครื่องมือที่ง่ายกว่า |
| Template ดาวน์โหลด | Resource | ช่วยประหยัดเวลา | ทำ Template ภาษาไทย |
| Infographic | Visual Content | นำไปแชร์ต่อได้ | ทำภาพพร้อม Embed Code |
ขั้นตอนที่ 6 ตรวจ Anchor Text
Anchor Text คือข้อความที่ใช้วางลิงก์
ควรตรวจว่า Backlink ของคู่แข่งใช้ Anchor แบบใด เช่น
- ชื่อแบรนด์
- URL
- ชื่อบทความ
- คีย์เวิร์ด
- คำทั่วไป เช่น “อ่านเพิ่มเติม”
- ชื่อบุคคล
- ชื่อสินค้า
Google แนะนำให้ Anchor Text มีความชัดเจน กระชับ และสัมพันธ์กับหน้าปลายทาง เพื่อช่วยให้ผู้ใช้และระบบเข้าใจว่าลิงก์นำไปยังเนื้อหาใด
การวิเคราะห์ Anchor ช่วยให้เข้าใจว่าคู่แข่งได้รับลิงก์อย่างเป็นธรรมชาติจากการอ้างชื่อแบรนด์หรือบทความ หรือมีรูปแบบคีย์เวิร์ดซ้ำผิดปกติ
ไม่ควรพยายามสร้าง Anchor Text แบบ Exact Match จำนวนมากเพียงเพราะคู่แข่งมี เพราะอาจไม่เป็นธรรมชาติและเพิ่มความเสี่ยงด้าน Spam
ขั้นตอนที่ 7 ใช้ Link Intersect หรือ Backlink Gap
ใส่เว็บไซต์ของเราเป็น Target และใส่คู่แข่งประมาณ 3–5 ราย
จากนั้นกรองหาเว็บไซต์ที่
- ลิงก์ไปยังคู่แข่งหลายราย
- ยังไม่ลิงก์มายังเว็บไซต์เรา
- เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม
- มีหน้าเว็บไซต์จริง
- ยังอัปเดตเนื้อหา
- ไม่มีลักษณะเป็น Link Farm
- เปิดรับบทความ แหล่งข้อมูล หรือพาร์ตเนอร์
เว็บไซต์ที่ลิงก์ไปยังคู่แข่งหลายรายอาจมีโอกาสสูงกว่า เพราะแสดงว่าไม่ได้ผูกกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งเพียงแห่งเดียว
ขั้นตอนที่ 8 เปิดตรวจหน้าต้นทางจริง
อย่าตัดสินคุณภาพจากคะแนนเครื่องมือเพียงอย่างเดียว
ควรเปิดหน้าที่มีลิงก์แล้วตรวจว่า
- เนื้อหาเกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือไม่
- ลิงก์อยู่ในย่อหน้าหลักหรือไม่
- หน้าได้รับการดูแลหรือถูกทิ้ง
- มีผู้เขียนและข้อมูลติดต่อหรือไม่
- มีโฆษณาหรือลิงก์ผิดปกติจำนวนมากหรือไม่
- เว็บไซต์ลิงก์ออกไปยังทุกประเภทโดยไม่มีความเกี่ยวข้องหรือไม่
- เนื้อหาถูกสร้างอัตโนมัติหรือคัดลอกหรือไม่
- ลิงก์มีประโยชน์ต่อผู้อ่านจริงหรือไม่
- เว็บไซต์มีชื่อเสียงในกลุ่มเป้าหมายหรือไม่
ขั้นตอนที่ 9 ตรวจประเภทของลิงก์
จำแนกโอกาสตามรูปแบบที่คู่แข่งได้รับ เช่น
Editorial Link
เกิดจากผู้เขียนเลือกอ้างอิงเนื้อหาโดยธรรมชาติ
เหมาะกับการสร้าง
- คู่มือคุณภาพสูง
- งานวิจัย
- สถิติ
- กรณีศึกษา
- เครื่องมือ
- Template
Guest Contribution
เกิดจากการเขียนบทความหรือให้ความรู้กับเว็บไซต์อื่น
ควรเลือกเว็บไซต์ที่มีกลุ่มผู้อ่านตรงและมีมาตรฐานด้านเนื้อหา
Resource Page
เป็นหน้ารวมแหล่งข้อมูล เครื่องมือ หรือเว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์
สามารถติดต่อเสนอเนื้อหาหรือเครื่องมือของเรา หากเหมาะกับรายการจริง
Partner Link
มาจากคู่ค้า ลูกค้า Supplier หรือองค์กรที่ทำงานร่วมกัน
ควรสร้างจากความสัมพันธ์ทางธุรกิจจริง
News และ Digital PR
เกิดจากข่าว ข้อมูล งานวิจัย หรือกิจกรรมที่สื่อเห็นว่าน่าสนใจ
Directory และ Citation
เหมาะกับธุรกิจในพื้นที่หรืออุตสาหกรรมเฉพาะ แต่ต้องตรวจว่าเป็นไดเรกทอรีที่มีผู้ใช้จริงและข้อมูลถูกต้อง
Broken Link
คู่แข่งเคยมีหน้าที่ได้รับ Backlink แต่หน้าถูกลบหรือ URL เสีย
สามารถสร้างเนื้อหาทดแทนที่มีประโยชน์ แล้วแจ้งเจ้าของหน้าต้นทางว่าลิงก์เดิมไม่ทำงาน
ขั้นตอนที่ 10 บันทึกข้อมูลลง Spreadsheet
สร้างตารางสำหรับคัดกรองและติดตามผล
| เว็บไซต์ต้นทาง | หน้าที่ลิงก์ | ลิงก์ไปหาคู่แข่ง | ประเภทลิงก์ | ความเกี่ยวข้อง | คุณภาพ | วิธีติดต่อ | สถานะ |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| example.com | หน้าทรัพยากร | คู่แข่ง A | Resource Page | สูง | ดี | ยังไม่ติดต่อ | |
| news.com | บทความข่าว | คู่แข่ง B | Digital PR | สูง | ดี | ผู้เขียน | เตรียมข้อมูล |
| directory.com | รายชื่อธุรกิจ | คู่แข่ง A และ C | Directory | ปานกลาง | ต้องตรวจ | Form | รอตรวจ |
| blog.com | บทความเก่า | คู่แข่ง B | Broken Link | สูง | ดี | สร้างบทความก่อน |
ควรเพิ่มคอลัมน์วันที่ตรวจ วันที่ติดต่อ วันที่ติดตาม และผลลัพธ์ เพื่อไม่ให้ Outreach ซ้ำ
วิธีประเมินว่า Backlink มีคุณภาพหรือไม่
ไม่มีคะแนนตัวเดียวที่ตัดสินคุณภาพลิงก์ได้ครบ ควรใช้หลายปัจจัยร่วมกัน
1. ความเกี่ยวข้อง
เว็บไซต์ต้นทางเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม หัวข้อ หรือกลุ่มลูกค้าหรือไม่
ลิงก์จากเว็บไซต์ขนาดเล็กที่เกี่ยวข้องโดยตรง อาจมีคุณค่าต่อผู้ใช้มากกว่าลิงก์จากเว็บไซต์ใหญ่ที่ไม่เกี่ยวข้องเลย
2. บริบทของลิงก์
ลิงก์อยู่ในเนื้อหาที่อธิบายเหตุผลในการอ้างอิงหรือไม่
ลิงก์ในบทความที่สัมพันธ์กับหัวข้อ มักมีบริบทดีกว่าลิงก์ที่ถูกวางแบบสุ่มใน Footer หรือหน้ารวมลิงก์จำนวนมาก
3. คุณภาพของหน้า
ตรวจว่าเนื้อหา
- มีประโยชน์
- เขียนโดยผู้รับผิดชอบ
- มีโครงสร้างชัดเจน
- มีข้อมูลที่ตรวจสอบได้
- ไม่มีเนื้อหาคัดลอก
- ไม่เต็มไปด้วยลิงก์โฆษณา
- ยังได้รับการอัปเดต
4. กลุ่มผู้ใช้งานจริง
เว็บไซต์มีผู้อ่านหรือกลุ่มเป้าหมายที่อาจสนใจธุรกิจของเราหรือไม่
Backlink ที่ส่ง Referral Traffic และช่วยให้คนค้นพบแบรนด์มีคุณค่าทางธุรกิจ แม้คะแนน SEO Tool จะไม่ได้สูงมาก
5. ตำแหน่งของลิงก์
ตรวจว่าลิงก์อยู่ใน
- เนื้อหาหลัก
- กล่องผู้เขียน
- Sidebar
- Footer
- Comment
- Profile
- Sponsored Content
ตำแหน่งช่วยบอกบริบท แต่ไม่ควรตัดสินจากตำแหน่งเพียงอย่างเดียว
6. ความเป็นธรรมชาติของ Anchor
Anchor ควรสัมพันธ์กับข้อความและหน้าปลายทาง ไม่ควรถูกบังคับให้เป็นคีย์เวิร์ดเดียวกันทุกครั้ง
7. จำนวนลิงก์ออกจากหน้า
หน้าที่ลิงก์ไปยังเว็บไซต์จำนวนมากโดยไม่มีบริบท อาจมีคุณภาพต่ำหรือถูกสร้างขึ้นเพื่อขายลิงก์
8. ประวัติเสถียรภาพ
ตรวจว่าเว็บไซต์
- เปิดมานานพอสมควร
- ยังมีการอัปเดต
- ไม่เปลี่ยนหัวข้อไปมา
- ไม่มีหน้าสแปมจำนวนมาก
- ไม่ Redirect ไปเว็บอื่น
- ไม่ถูกใช้เป็นเครือข่ายสร้างลิงก์
Follow, Nofollow, Sponsored และ UGC ต่างกันอย่างไร
ลิงก์อาจมี Attribute เพื่ออธิบายความสัมพันธ์กับปลายทาง
ลิงก์ทั่วไป
ลิงก์ที่ไม่มี Attribute เพิ่มเติม ใช้เมื่อเจ้าของหน้าเลือกอ้างอิงปลายทางตามปกติ
rel=”nofollow”
ใช้เมื่อไม่ต้องการรับรองหรือเชื่อมโยงกับหน้าปลายทางในลักษณะปกติ
rel=”sponsored”
ใช้กับลิงก์จากโฆษณา การสนับสนุน หรือ Paid Placement
rel=”ugc”
ใช้กับลิงก์ที่เกิดจากเนื้อหาของผู้ใช้ เช่น Comment หรือ Forum
Google แนะนำให้ทำเครื่องหมายลิงก์โฆษณาหรือ Paid Placement ด้วย rel="sponsored" โดย nofollow ยังใช้ได้ในกรณีดังกล่าว แต่ sponsored สื่อความหมายได้ตรงกว่า
ไม่ควรตัดลิงก์ Nofollow ออกจากการวิเคราะห์ทั้งหมด เพราะลิงก์ดังกล่าวยังสามารถสร้าง Referral Traffic การรับรู้แบรนด์ และความน่าเชื่อถือได้
วิธีเปลี่ยนข้อมูลคู่แข่งให้เป็นแผน Link Building
หลังคัดกรองแล้ว ควรแบ่งโอกาสออกเป็นกลุ่มตามวิธีดำเนินการ
กลุ่มที่ 1 Quick Wins
เป็นโอกาสที่ดำเนินการได้ค่อนข้างง่ายและมีเหตุผลชัดเจน เช่น
- เพิ่มข้อมูลธุรกิจในสมาคมที่เป็นสมาชิก
- ขอเพิ่มลิงก์จากพาร์ตเนอร์
- แก้ข้อมูลใน Directory ที่น่าเชื่อถือ
- ขอให้ลูกค้าเพิ่มชื่อแหล่งที่มาในกรณีศึกษา
- แก้ Brand Mention ที่ยังไม่มีลิงก์
- เพิ่มเว็บไซต์ในหน้า Portfolio ของผู้ให้บริการที่ร่วมงานจริง
กลุ่มที่ 2 Content Outreach
สร้างเนื้อหาที่มีคุณค่าก่อน แล้วจึงนำเสนอให้เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง เช่น
- คู่มือฉบับสมบูรณ์
- สถิติอุตสาหกรรม
- Checklist
- Template
- Infographic
- งานวิจัย
- กรณีศึกษา
- เครื่องมือคำนวณ
กลุ่มที่ 3 Digital PR
เหมาะกับเรื่องที่มีมุมข่าว เช่น
- เปิดเผยข้อมูลใหม่
- รายงานแนวโน้ม
- ผลสำรวจ
- การเปิดตัวโครงการ
- ความร่วมมือ
- กิจกรรมเพื่อชุมชน
- ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ
- กรณีศึกษาที่มีผลลัพธ์ชัดเจน
กลุ่มที่ 4 Broken Link Building
ค้นหาหน้าที่ลิงก์ไปยังเนื้อหาคู่แข่งซึ่งไม่ทำงานแล้ว
ขั้นตอนคือ
- ตรวจว่าลิงก์เสียจริง
- ตรวจเนื้อหาเดิมว่าพูดเรื่องอะไร
- สร้างหรือปรับเนื้อหาของเราให้ตอบโจทย์
- ติดต่อเจ้าของหน้าอย่างสุภาพ
- แจ้งลิงก์เสียและเสนอแหล่งข้อมูลทดแทน
กลุ่มที่ 5 Relationship Building
สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับ
- นักข่าว
- Blogger
- ผู้เชี่ยวชาญ
- สมาคม
- Supplier
- พาร์ตเนอร์
- ลูกค้า
- ชุมชนวิชาชีพ
- มหาวิทยาลัย
- ผู้จัดงาน
เป้าหมายไม่ควรเป็นการขอลิงก์ทันทีทุกครั้ง แต่ควรสร้างคุณค่าและความร่วมมือจริง
ตัวอย่างการวิเคราะห์ Backlink คู่แข่ง
สมมติบริษัทรับทำเว็บไซต์ตรวจพบว่า คู่แข่ง 3 รายได้รับลิงก์จากแหล่งต่อไปนี้
| แหล่งลิงก์ | คู่แข่งที่ได้รับ | รูปแบบ | โอกาสของเรา |
|---|---|---|---|
| Blog ธุรกิจ SME | 3 ราย | บทความแนะนำบริษัท | เสนอข้อมูลบริษัทและกรณีศึกษา |
| เว็บไซต์รวมเครื่องมือ | 2 ราย | Resource Page | สร้าง Checklist ตรวจเว็บไซต์ฟรี |
| สมาคมธุรกิจ | 2 ราย | Member Profile | สมัครสมาชิกหากตรงคุณสมบัติ |
| เว็บไซต์ข่าว | 1 ราย | บทสัมภาษณ์ | เตรียมข้อมูลแนวโน้มเว็บไซต์ธุรกิจ |
| Blog การตลาด | 2 ราย | Guest Article | เสนอบทความเชิงความรู้ |
| มหาวิทยาลัย | 1 ราย | แหล่งอ้างอิง | สร้างคู่มือที่มีข้อมูลและแหล่งอ้างอิง |
จากข้อมูลนี้ ไม่ควรส่งอีเมลขอลิงก์ทุกเว็บไซต์ทันที แต่ควรวางแผนว่าแต่ละแห่งต้องการคุณค่าแบบใด
วิธีจัดลำดับความสำคัญของโอกาส Backlink
สามารถให้คะแนนแต่ละโอกาสจาก 1–5 ในหัวข้อต่อไปนี้
- ความเกี่ยวข้อง
- คุณภาพเว็บไซต์
- โอกาสได้ลิงก์
- มูลค่าทางธุรกิจ
- ความยากในการดำเนินการ
- ทรัพยากรที่ต้องใช้
- โอกาสได้ Referral Traffic
- ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ต่อ
ตัวอย่างสูตรง่าย:
คะแนนโอกาส = ความเกี่ยวข้อง + คุณภาพ + มูลค่าธุรกิจ + โอกาสสำเร็จ − ความยาก
ตัวอย่าง:
| โอกาส | เกี่ยวข้อง | คุณภาพ | มูลค่า | โอกาสสำเร็จ | ความยาก | คะแนนรวม |
|---|---|---|---|---|---|---|
| พาร์ตเนอร์ธุรกิจ | 5 | 4 | 5 | 5 | 1 | 18 |
| เว็บไซต์ข่าวใหญ่ | 4 | 5 | 5 | 2 | 5 | 11 |
| Directory เฉพาะทาง | 4 | 3 | 3 | 5 | 1 | 14 |
| Guest Post คุณภาพ | 5 | 4 | 4 | 3 | 3 | 13 |
ใช้คะแนนเพื่อจัดคิว ไม่ใช่ตัดสินคุณภาพแบบตายตัว
ตัวอย่างข้อความ Outreach
ข้อความควรเฉพาะเจาะจงและแสดงว่าได้อ่านหน้าเว็บไซต์จริง
หัวข้อ: ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับบทความเรื่อง [ชื่อหัวข้อ]
สวัสดีครับ/ค่ะ [ชื่อผู้ดูแลหรือผู้เขียน]
ผมได้อ่านบทความ “[ชื่อบทความ]” และเห็นว่าส่วนที่กล่าวถึง [ประเด็นเฉพาะ] มีประโยชน์มาก
ทีมของเราเพิ่งจัดทำ [คู่มือ/ข้อมูล/Template/กรณีศึกษา] เกี่ยวกับ [หัวข้อ] ซึ่งมี [จุดเด่นหรือข้อมูลที่เพิ่มคุณค่า] จึงคิดว่าอาจเป็นแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมที่เหมาะกับผู้อ่านของบทความนี้
สามารถดูข้อมูลได้ที่ [URL]
หากเห็นว่าเป็นประโยชน์ สามารถนำไปอ้างอิงหรือเพิ่มไว้ในส่วนแหล่งข้อมูลได้ตามความเหมาะสมครับ/ค่ะ
ขอบคุณสำหรับบทความที่มีประโยชน์
[ชื่อและข้อมูลติดต่อ]
ไม่ควรใช้ข้อความเดียวส่งจำนวนมากโดยไม่ปรับชื่อ หน้า และเหตุผลที่ติดต่อ
สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อตรวจ Backlink คู่แข่ง
คัดลอกลิงก์ทุกแห่งโดยไม่ตรวจคุณภาพ
คู่แข่งอาจมี Backlink ที่เกิดจากอดีต เว็บไซต์สแปม หรือแหล่งที่ไม่เกี่ยวข้อง
ซื้อแพ็กเกจ Backlink จำนวนมาก
ข้อเสนอที่รับประกันลิงก์จำนวนมากในเวลาสั้นอาจมาจากเว็บไซต์คุณภาพต่ำ เครือข่าย หรือหน้าไม่มีผู้ใช้งานจริง
ใช้ Anchor Text คีย์เวิร์ดซ้ำจำนวนมาก
การบังคับ Exact Match Anchor อย่างไม่เป็นธรรมชาติอาจสร้างรูปแบบที่ผิดปกติ
แลกลิงก์จำนวนมากแบบเป็นระบบ
การแลกลิงก์เพื่อควบคุมอันดับจำนวนมากอาจเข้าข่าย Link Spam ตามนโยบายของ Google
ซื้อบทความแต่ไม่ระบุ Sponsored
ลิงก์จากโฆษณาหรือ Paid Placement ควรถูกระบุความสัมพันธ์ให้เหมาะสม
สร้างเนื้อหาที่ไม่มีประโยชน์เพียงเพื่อใส่ลิงก์
Google แนะนำให้สร้างเนื้อหาที่ช่วยผู้ใช้จริงและมีความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่สร้างเพื่อควบคุมอันดับเพียงอย่างเดียว
ส่ง Outreach ซ้ำถี่เกินไป
ควรให้เวลาผู้รับพิจารณา และหยุดติดตามเมื่อเห็นชัดว่าไม่สนใจ
ใช้คะแนน Domain เป็นเกณฑ์เดียว
คะแนนจากเครื่องมือเป็นตัวชี้วัดภายในของแต่ละผู้ให้บริการ ไม่ใช่คะแนนจาก Google และไม่ควรใช้แทนการตรวจเว็บไซต์จริง
Backlink ของคู่แข่งจำนวนมากแปลว่าอันดับดีกว่าเสมอหรือไม่
ไม่เสมอไป
อันดับยังขึ้นอยู่กับหลายด้าน เช่น
- ความตรงกับ Search Intent
- คุณภาพเนื้อหา
- โครงสร้างเว็บไซต์
- Internal Link
- Technical SEO
- ประสบการณ์ผู้ใช้
- ความน่าเชื่อถือ
- ความใหม่และความถูกต้องของข้อมูล
- การแข่งขัน
- บริบทของคำค้นหา
Backlink เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผน SEO จึงไม่ควรละเลยการแก้เว็บไซต์และเนื้อหาของตนเอง
ควรวัดผลการสร้าง Backlink อย่างไร
ไม่ควรวัดเฉพาะจำนวนลิงก์ที่ได้
KPI ที่เหมาะสม ได้แก่
จำนวน Referring Domain ใหม่ที่มีคุณภาพ
นับเฉพาะแหล่งที่เกี่ยวข้องและผ่านการตรวจแล้ว
Referral Traffic
ตรวจว่ามีผู้ใช้งานคลิกจากลิงก์เข้ามาหรือไม่
Conversion จาก Referral
ผู้ใช้จาก Backlink ส่งแบบฟอร์ม โทรศัพท์ สมัครสมาชิก หรือซื้อสินค้าหรือไม่
Brand Mention
แบรนด์ถูกกล่าวถึงเพิ่มขึ้นหรือไม่ แม้บางครั้งไม่มีลิงก์
Organic Visibility
หน้าที่ได้รับลิงก์มี Impression และ Click เพิ่มขึ้นหรือไม่
Keyword Ranking
อันดับคีย์เป้าหมายเปลี่ยนแปลงหรือไม่ โดยควรดูเป็นแนวโน้มระยะยาว
จำนวน Outreach ที่ได้รับการตอบกลับ
ช่วยประเมินคุณภาพของรายชื่อและข้อความติดต่อ
จำนวนความสัมพันธ์หรือความร่วมมือใหม่
บางโอกาสอาจนำไปสู่การสัมภาษณ์ กิจกรรม หรือพาร์ตเนอร์ ซึ่งมีคุณค่ามากกว่าลิงก์เพียงหนึ่งรายการ
ควรตรวจ Backlink คู่แข่งบ่อยแค่ไหน
ความถี่ขึ้นอยู่กับการแข่งขันและทรัพยากรของทีม
แนวทางทั่วไป:
- ตรวจภาพรวมทุก 3–6 เดือน
- ตรวจคู่แข่งสำคัญทุกเดือนหรือทุกไตรมาส
- ตรวจลิงก์ใหม่หลังมีแคมเปญ Digital PR
- ตรวจหน้าคู่แข่งเมื่อวางแผน Content ใหม่
- ตรวจ Link Gap ก่อนเริ่ม Outreach
- ตรวจลิงก์เสียเป็นระยะ
ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกวัน หากไม่มีทีมและแผนดำเนินการต่อจากข้อมูล
Checklist ตรวจ Backlink คู่แข่ง
การเลือกคู่แข่ง
- เลือกคู่แข่งทางธุรกิจ
- เลือกคู่แข่งในผลการค้นหา
- เลือกคู่แข่งระดับหน้า
- มีคู่แข่งประมาณ 3–5 ราย
- ไม่เลือกเฉพาะเว็บไซต์ขนาดใหญ่มาก
การเก็บข้อมูล
- จำนวน Referring Domain
- หน้าที่ได้รับลิงก์มากที่สุด
- Anchor Text
- Follow และ Nofollow
- ลิงก์ใหม่และลิงก์หาย
- ประเทศและภาษาของแหล่งลิงก์
- รูปแบบ Content ที่ได้รับลิงก์
- ประเภทของเว็บไซต์ต้นทาง
การคัดกรอง
- ตรวจความเกี่ยวข้อง
- เปิดหน้าต้นทางจริง
- ตรวจคุณภาพเนื้อหา
- ตรวจตำแหน่งลิงก์
- ตรวจจำนวนลิงก์ออก
- ตรวจว่ามีผู้ใช้จริง
- ตัดเว็บไซต์สแปมออก
- ไม่พึ่งคะแนนเครื่องมืออย่างเดียว
การวางแผน
- แบ่ง Quick Wins
- แบ่ง Content Outreach
- แบ่ง Digital PR
- หา Broken Link
- สร้าง Linkable Asset
- กำหนดผู้รับผิดชอบ
- กำหนดวันติดต่อและติดตาม
- บันทึกผลลัพธ์
การวัดผล
- Referring Domain ใหม่
- Referral Traffic
- Conversion
- Brand Mention
- Organic Click
- Keyword Visibility
- Outreach Response Rate
- ความร่วมมือใหม่
คำถามที่พบบ่อย
ตรวจ Backlink คู่แข่งได้หรือไม่
ได้ โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ Backlink จากผู้ให้บริการภายนอก แต่ข้อมูลของแต่ละเครื่องมืออาจไม่ครบหรือไม่ตรงกันทั้งหมด
มีเครื่องมือตรวจ Backlink ฟรีหรือไม่
เครื่องมือหลายแห่งมีรายงานฟรีแบบจำกัด เช่น แสดงเฉพาะตัวอย่างลิงก์หรือจำนวนข้อมูลบางส่วน หากต้องวิเคราะห์หลายคู่แข่งและ Export รายงาน มักต้องใช้แพ็กเกจแบบชำระเงิน
ควรดู Backlink หรือ Referring Domain
ควรดูทั้งสองอย่าง แต่เริ่มจาก Referring Domain เพื่อเข้าใจความหลากหลายของเว็บไซต์ต้นทาง แล้วจึงตรวจ Backlink รายหน้า
Domain Rating หรือ Authority สูงแปลว่าลิงก์ดีหรือไม่
ไม่เสมอไป คะแนนเป็นตัวชี้วัดของแต่ละเครื่องมือ ควรตรวจความเกี่ยวข้อง บริบท คุณภาพหน้า และกลุ่มผู้ใช้งานจริงร่วมด้วย
ควรทำ Backlink ตามคู่แข่งทุกลิงก์หรือไม่
ไม่ควร เพราะบางลิงก์อาจไม่มีคุณภาพ ไม่เกี่ยวข้อง หรือไม่สามารถสร้างซ้ำได้อย่างเหมาะสม ควรเลือกเฉพาะโอกาสที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้และธุรกิจ
Backlink แบบ Nofollow มีประโยชน์หรือไม่
มีประโยชน์ได้ในด้าน Referral Traffic การรับรู้แบรนด์ และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย จึงไม่ควรถูกตัดออกจากแผนทั้งหมด
Backlink จาก Social Media ช่วย SEO หรือไม่
ลิงก์จาก Social Media มักไม่เหมือน Editorial Backlink จากบทความ แต่สามารถช่วยกระจายเนื้อหา สร้างผู้เข้าชม และเพิ่มโอกาสให้ผู้เขียนหรือเว็บไซต์อื่นค้นพบเนื้อหา
ต้องมี Backlink กี่ลิงก์จึงจะติดอันดับ
ไม่มีจำนวนตายตัว ขึ้นอยู่กับคีย์เวิร์ด คุณภาพเนื้อหา เว็บไซต์ คู่แข่ง และคุณภาพของลิงก์ การพยายามให้จำนวนเท่าคู่แข่งไม่ได้รับประกันอันดับ
ซื้อ Backlink ได้หรือไม่
การจ่ายเงินเพื่อโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์สามารถทำได้ แต่ลิงก์ควรถูกระบุความสัมพันธ์อย่างเหมาะสม เช่น rel="sponsored" การซื้อลิงก์เพื่อควบคุมอันดับโดยไม่เปิดเผยอาจขัดกับนโยบาย Spam ของ Google
ควรติดต่อเว็บไซต์คู่แข่งโดยตรงหรือไม่
ควรติดต่อเฉพาะเว็บไซต์ต้นทางที่เป็นอิสระและมีเหตุผลที่เนื้อหาของเราจะช่วยผู้อ่าน ไม่ควรขอให้คู่แข่งลบหรือเปลี่ยนลิงก์ของผู้อื่น
Link Gap คืออะไร
คือเว็บไซต์ที่ลิงก์ไปยังคู่แข่ง แต่ยังไม่ลิงก์มายังเว็บไซต์ของเรา ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการหาโอกาส Outreach ได้ แต่ยังต้องตรวจคุณภาพก่อนเสมอ
สรุปวิธีตรวจสอบ Backlink คู่แข่ง
การตรวจ Backlink ของคู่แข่งไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อคัดลอกลิงก์ แต่เพื่อทำความเข้าใจว่า
- เว็บไซต์ประเภทใดสนใจอุตสาหกรรมนี้
- เนื้อหาแบบใดมีโอกาสได้รับการอ้างอิง
- คู่แข่งใช้ Digital PR หรือ Content Strategy แบบใด
- มี Link Gap ที่เหมาะสมตรงไหน
- เราควรสร้าง Content หรือความสัมพันธ์แบบใดเพิ่มเติม
ขั้นตอนสำคัญคือ
- กำหนดเป้าหมาย
- เลือกคู่แข่งให้ถูกประเภท
- ตรวจ Referring Domain
- วิเคราะห์หน้าที่ได้รับลิงก์
- ตรวจ Anchor และบริบท
- ใช้ Link Intersect หรือ Backlink Gap
- เปิดตรวจหน้าต้นทางจริง
- คัดเฉพาะโอกาสที่เกี่ยวข้อง
- สร้างเนื้อหาหรือข้อเสนอที่มีคุณค่า
- ติดตามผลด้วย Traffic, Conversion และความสัมพันธ์
Backlink ที่ดีควรเกิดจากการที่เว็บไซต์ของเรามีข้อมูล ผลงาน เครื่องมือ หรือมุมมองที่สมควรได้รับการกล่าวถึง ไม่ใช่เพียงจากการพยายามเพิ่มจำนวนลิงก์ให้มากกว่าคู่แข่ง
เมื่อใช้การวิเคราะห์คู่แข่งร่วมกับ Content ที่มีคุณภาพ Technical SEO และ Internal Link ที่ดี ธุรกิจจะสามารถวางแผน SEO ได้อย่างสมดุลและปลอดภัยมากขึ้น
ติดต่อเรา
- Facebook: Moon Knight Creator
- LINE: @moonknightcreator
- เว็บไซต์: www.moonknightcreator.com
- แผนที่: Moon Knight Creator




